ประวัติและตำนาน

ความเชื่อที่คนโบราณเชื่อมานมนานตั้งแต่สมัยยุคปู่ของเรา

ทุกคนบนโลกล้วนมีความเชื่อเป็นของตนเองซึ่งทุกๆคนก็อาจจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปถ้าเทียบระหว่างความเชื่อของคนยุคปัจจุบันกับคนโบราณหรือคนยุคปู่ของเรานั้นเรียกได้ว่าความเชื่อแตกต่างกันมากๆและวันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อของคนโบราณยุคปู่ของเราที่ส่วนใหญ่คนโบราณเชื่อกันแบบไหนและเป็นยังไงวันนี้เราจะมาบอกกันเลยค่ะ

1.ต้องชมเด็กว่าน่าเกลียดน่าชัง  คนโบราณมีความเชื่อว่าสมมุติถ้ามีใครมาคุยกับเด็กว่าน่ารักน่าเอ็นดูว่ากันว่าจะมีผีปีศาษมาจับเด็กไปอยู่ด้วยหรือไม่ก็จะแกล้งเด็กจนเด็กร้องไห้ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเด็กว่าน่าเกลียดน่าชังเนื่องจากเราว่าเราพูดผีปีศาจจะจับเด็กไปซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงโดยความเชื่อที่เพิ่มพูนมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนั้นนั่นก็เพราะว่าเวลาที่ผู้ใหญ่เห็นเด็กก็มักจะเรียกว่าน่าเกลียดน่าชังไม่เคยมีใครพูดว่าน่ารักเลยสักครั้งซึ่งหลายคนจึงคิดว่าห้ามชมเด็กทารกว่าน่ารักนั้นบางทีอาจจะเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่นมนานแล้วจริงๆก็ได้ บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องหลอกเล่นๆแต่เป็นเรื่องจริงที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาจริงจัง 

2.เวลาทำอาหารห้ามชิมอาหารด้วยทัพพี   คนโบราณนั้นมีความเชื่ออยู่ว่าเวลาเราทำอาหารสัตว์ต้องห้ามชิมอาหารด้วยการใช้ทัพพีซึ่งว่ากันว่าถ้าเกิดว่าใครทำอาหารแล้วใช้ทัพพีชิมอาหารลูกของคนคนนั้นก็จะมีหน้าตาที่บิดเบี้ยวดูหน้าตาน่าเกลียดหน้าตาอัปลักษณ์ไม่มีใครชอบและเป็นเด็กอัปมงคลต่อประเทศต่อเมืองนั้น หรือบางทีเด็กคนนั้นนอกจากจะหน้าตาน่าเกลียดแล้วบางทีก็จะพิการยกตัวอย่างเช่นขาด้วนแขนด้วนอะไรต่างๆอีกมากมายดังนั้นคนโบราณจึงสั่งสอนให้ลูกหลานไม่ชิมอาหารด้วยทัพพีในเวลาที่จะทำอาหารแต่เรื่องนี้มีเหตุผลว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ถึงได้พูดกันอย่างนั้นเหตุผลก็คือผู้ใหญ่กลัวว่าเวลาที่เรานั้น

ใช้ทัพพีในการตักขึ้นมาชิมพอเราชิมก็จะมีน้ำลายติดอยู่ที่ทัพพีแล้วพอเรานำไปใช้อย่างอื่นต่อก็จะทำให้น้ำลายของเราไปโดนกับสิ่งของนั้นและพ่อไปโดนพ่อคนอื่นมาใช้หรือมากินต่อก็จะทำให้น่ารังเกียจขยะแขยงหรือก็คือการรับเชื้อโรคหรือน้ำลายจากเราไปนั่นเอง ดังนั้นเวลาที่ทำอาหารแล้วจะชิมอาหารแนะนำให้นำซ้อนมาจากแคว้นเพื่อที่น้ำลายของเราจะได้ไม่ไปโดนกับอาหารอื่นๆเวลาที่เรานำกลับไปคนใหม่หรือนำกลับไปผัด 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

ศิลปะ

Shutter Speed หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

เราเคยได้ทราบแล้วว่าการถ่ายภาพนั้น ต่อให้เป็นกล้องอะไรก็ตามสามารถถ่ายภาพได้ดีทั้งนั้น หลายๆช่างภาพไม่ชอบให้ชมเครื่องมือของตัวเองด้วยซ้ำไป เพราะภาพนั้นออกมาจากมุมมองของช่างภาพ ต้องชมช่างภาพสิ ซึ่งผมเคยโดนด่ามาแล้ว ก็เลยเรียนรู้ที่จะไม่ชมอุปกรณ์ของช่างภาพสักเท่าไหร่

แต่ก็อยากจะให้ยอมรับความจริงกันหน่อยแหละว่า อุปกรณ์นั้นก็เป็นส่วนอำนวยความสะดวกในการถ่ายได้เป็นอย่างดีทีเดียว ภาพบางภาพที่เห็นสุดยอดจริงๆ ก็อาจจะไม่สามารถถ่ายได้โดยกล้องและเลนส์ที่มีประสิทธิภาพไม่ถึงเช่นกัน วันนี้ผมจึงจะมาพูดถึงการถ่ายภาพบุคคล ที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่มีความสามาถึงด้วยเช่นกัน อย่างเรื่องแรกในวันนี้นั้นผมจะพูดถึงพื้นฐานแรกในการที่จะถ่ายภาพออกมาให้ชัด นั้นคือ ชัตเตอร์สปีดนั้นเอง

ในสมัยนี้นั้น คงไม่มีแล้วล่ะ กล้องที่มีชัตเตอร์สปีดไม่ถึงในการถ่ายภาพไม่ให้ไหว จริงๆแล้วสัก 1/125 ก็สามารถทำให้ภาพนิ่งชัดได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่มือนิ่งหน่อยเพียงแค่ 1/60 ก็สบายๆแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องแรกนี้คือ ถ้าเราถ่ายภาพ Portrait ต้องคำนึงถึงชัตเตอร์สปีดที่มากพอที่จะไม่ให้ภาพไหว แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า กล้องสมัยนี้ทำได้หมดแหละ แล้วอะไรที่กล้องแต่ละรุ่นจะต่างกันแล้วมีผลต่อค่าความเร็วชัตเตอร์นี้ล่ะ นั้นคือค่า ISO นั้นเอง ค่านี้นั้นส่งผลต่อความความเร็วชัตเตอร์โดยตรงเลย คือถ่าเราถ่ายที่แสงน้อย ค่า ISO ดันได้เพียงไม่เยอะ

ทำให้ค่าชัตเตอร์ของเราได้น้อยกว่า 1/30 ก็เรียกได้ว่าเริ่มลำบากในการถ่ายแล้วล่ะ รวมถึงจะทำให้เกิด Noise ขึ้นมาทำให้ภาพดูไม่สวยอีกด้วย แล้วสมัยนี้นั้น กล้องทุกรุ่นที่ออกมาไม่หยุดหย่อน ก็ยังต้องพัฒนาเรื่งอ ISO อยู่ตลอด คือมันยังไม่สิ้นสุดนั้นเอง ยังไม่นิ่ง ยังสามารถไปได้อีกเยอะ ถ้าวันนึงสามารถได้กล้องถ่ายภาพที่ ISO ระดับเป็นแสนขึ้นไป แล้วยังทำให้ Noiso ยังดูโอเครแล้วละก็ วงการถ่ายภาพคงสะเทือนแน่ๆ

จริงอยู่แหละว่ากล้องนั้นเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้าพูดแค่คำว่าพื้นฐานการถ่ายภาพ ก็เรื่องของการปรับค่าความเร็วให้ไม่น้อยเกินไปนั้นแหละ ก็เพียงพอที่จะทำให้จุดที่เราโฟกัสชัดแบบชัวๆ นอกนั้นแล้วก็ไปวัดกันด้วยเทคโนโลยีที่กล้องและเลนส์แต่ละตัวแต่ละรุ่นทำได้ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าถ้าจะพูดถึงเรื่องความเร็วชัตเตอร์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่ยุคฟิล์มมาแล้ว ช่างภาพทุกคนต้องทราบพื้นฐานเรื่องนี้จริงๆ เรื่องของความเร็วที่เราสามารถควบคุมอยู่แล้วได้ภาพที่ชัด ไม่เบลอ

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ประวัติและตำนาน

ประวัติของสืบนาคะเสถียร

ในช่วงปี พุทธศักราช 2533   สืบ  นาคะเสถียร เป็นบุคคลที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้นเขาได้เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อต้องการที่จะรักษาป่าไม้เอาไว้ซึ่งเรื่องราวของป่าไม้ที่มีชื่อว่าสืบ นาคะเสถียรนั้นยังคงอยู่ในใจของใครหลายๆคนซึ่งคนรุ่นหลังควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการที่เขาเป็นบุคคลที่รักป่ามายิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

อุทิศชีวิตเพื่อต้องการรักษาป่าไม้เอาไว้โดยเราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆมานี้มักจะมีการจัดงานรำลึกถึงสืบ  นาคะเสถียร  เป็นประจำทุกปีถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ตามสำหรับความเป็นมาของบุคคลสำคัญคนนี้  ประชาชนรุ่นหลังในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันมากนักแต่ถ้าใครมีอายุในช่วงระหว่างยุค 90 ย่อมต้องรู้ถึงความโด่งดังของสืบนาคะเสถียรกันเป็นอย่างดี

เพราะเขาเป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ในกรมป่าไม้เป็นเด็กที่จบมาจากมหาลัยเกษตรคอยดูแลป่าไม้ให้กับผืนแผ่นดินไทยโดยมีประวัติความเป็นมาของเขาว่าเกิดวันที่ 31 เดือนธันวาคมปีพศ 2492 โดยสืบนาคะเสถียรนั้นเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีแล้วก็ไปเรียนในระดับชั้นมัธยมที่จังหวัดฉะเชิงเทราก่อนที่จะย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯในระดับชั้นปริญญาตรีและเขายังสามารถจบการศึกษาเตรียมโชว์ที่ประเทศอังกฤษซึ่งสาขาที่เขาเรียนส่วนใหญ่เป็นสาขาเกี่ยวกับการดูแลป่าไม้อนุรักษ์วิทยาโดยการเรียนปริญญาโทของเขาจบในปีพศ 2524 หลังจากนั้น

เขาก็กลับมาทำงานที่ประเทศไทยโดยเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระซึ่งหลังจากที่เขาได้มาทำหน้าที่เขาก็สามารถพิทักษ์ดูแลสัตว์ป่าออกตรวจตาบุคคลที่จะเข้าไปล่าสัตว์ป่าอยู่ตลอดเวลาดังนั้นเขาจึงเป็นที่ไม่พอใจของใครหลายๆคนที่ต้องการที่จะเข้าไปล่าสัตว์ในป่าซึ่งเขาทั้งเป็นวิทยากรฝึกอบรมรวมถึงให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการสัตว์ป่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันสำหรับสืบนาคะเสถียรเราเชื่อได้เลยว่าเขารักผืนป่าของประเทศไทยมากซึ่งในระหว่างที่เขาเข้ามาดูแลการอนุรักษ์สัตว์ป่านั้นเขาก็เข้ามามีบทบาทเรื่องของการต่อต้านการสร้างเขื่อน

หรือกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่จะส่งผลกระทบกับพื้นป่าและสัตว์ป่าซึ่งชีวิตล่าสุดของข่าวที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้นั่นก็คือเขาได้เข้ามารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าไม้ห้วยขาแข้งซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาเรื่องของกลุ่มผู้มีอิทธิพลชอบบุกรุกเข้ามาทำลายป่าไม้และสัตว์ป่าเขาจึงได้มีการปกป้องผืนแผ่นดินและป่าไม้ที่เขารับผิดชอบอยู่อย่างไร

ก็ตามโดยที่เขาเป็นเพียงพนักงานกรมป่าไม้คนหนึ่งที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพอที่จะสามารถต่อต้านกลุ่มผู้มีอิทธิพลได้ในที่สุดสืบนาคะเสถียรก็ตัดสินใจที่จะจบชีวิตตนเองด้วยการยิงปืนฆ่าตนเองตายเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีพศ2533 ด้วยสาเหตุที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำการช่วยเหลือป่าไม้หรือพัฒนาป่าไม้และรักษาป่าเอาไว้ได้และนี่จึงกลายเป็นตำนานของนักอนุรักษ์ป่าที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ศิลปะ

ลูกยางเป่าลม ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เบสิค แต่ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างที่สุดเลยล่ะ อุปกรร์นี้จำทำหน้าที่คล้ายผ้า นั้นคือการนำมาทำความสะอาดนั้นเอง เพียงแต่ใช้ในคนละกรณีกันนเท่านั้นเอง อีกทั้งเจ้าอุปกรณ์ลูกยางเป่าลมนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีผลกับอุปกรณ์กล้องใดๆเลย เพราะเป็นเพียงการเป่าลมเท่านี้น

แต่ว่ากับผ้าเช็ดเลนส์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นก็จริง แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างผลเสียมากกว่าเหมือนกันนะ อย่างการที่ไม่เช็คผ้าให้ดีแล้วมีเศษฝุ่นเศษหิน ก็จะทำให้ไปขูดเลนส์ได้ แต่เจ้าที่เป่าลมนี้ มันไม่ได้ไปขูด ก็ต้องระวังเพียงแต่เรื่องอย่าจิ้มเข้าไปลึกจนไปโดนแก้วหรือเซนเซอร์ที่มีความละเอียดอ่อนได้ และเรื่องที่คนจะกังวล แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้ยากนั้นก็คือ มีเศษฝุ่นที่ถูกเป่าออกมาไปโดนเซนเซอร์เสียหายนั้นเอง แต่ก็นะใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

ลูกยางเป่าลมนี้ จริงๆก็มีให้ใช้กันตั้งแต่ยุคไหนต่อไหนแล้วล่ะ แล้วก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากเช่นกัน เรียกได้ว่าถ้าไม่มีลูกลมเป่ายางนี่ จะทำให้เกิดปัญหากับภาพเราได้อย่างแน่นอน แล้วมันใช้ต่างกับผ้ายังไงหรอ เพราะมันมีหน้าที่ในการกำจัดฝุ่นได้เหมือนกัน งั้นต้องบอกว่า ถ้าเราไม่ได้เอามือไปโดนอะไรทั้งแก้วเลนส์และเซนเซอร์รับภาพแล้วล่ะก็ สิ่งสกปรกที่มาติดส่วนมากจะเป็นฝุ่นกับละอองน้ำนั้นเอง แล้วถ้าเป็นกรณีที่เราเห็นเป็นฝุ่นเราก็ใช้ลูกลมย่างนี่เป่าให้ฝุ่นออกได้เลย แต่ถ้าเป็นหยดน้ำหรือคราบมันจากมือเราละก็ หมดสิทธ์ที่ลูกลมยางจะเป่าออกได้ ก็ต้องใช้ผ้าเช็ดเท่านั้น

ซึ่งอย่างที่บอกถ้าใช้ผ้าเช็ดจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดรอยขนแมวเหล่านั้นได้ แต่ว่านั้นก็ช่วยไม่ได้จริงๆถึงเวลาต้องใช้ก็ต้องเช็คผ้าให้ดีๆ จากนั้นก็เรื่องของลูกยางเป่าลมนี้จะมีหลายขนาดเช่นกัน แล้วแต่ละขนาดก็ให้ลมแรงไม่เท่ากันอีกด้วย ถ้ารู้สึกว่าเป่าแล้วไม่ค่อยออก นั้นก็แปลกว่าลูกยางเล็กเกินไป

ลูกยางนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เหล่าตากล้องนั้นต้องมีแต่ว่าในทางกลับกันก็เกลียดมากๆเช่นกัน เพราะเจ้าลูกยางนี้เป็นอะไรที่กินเนื้อที่ในกระเป๋าซะเหลือเกิน เอาเป็นว่ามันต้องกินช่องใส่เลนส์ช่องนึงเลยทีเดียว แล้วก็เป็นเรื่องที่รับได้ยาก ทำให้ชอบเอาไปยัดไว้ที่ช่องอื่นแทน แล้วก็ทำให้มันบีบอยู่อย่างนั้น นี่แหละกลายเป็นการทำให้ลูกยางเสียง่ายอีกด้วย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เว็บพนันต่างประเทศ ถูกกฎหมาย

ศิลปะ

ภาพกระจกเงาสะท้อนเฉพาะส่วน

ภาพกระจกเงาสะท้อนเฉพาะส่วน หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เทคนิคง่ายๆ ไม่ยากเลย ถือว่าเป็นเทคนิคที่ง่ายสุดๆแล้ว เรียกได้ว่าทำตอนไหนก็ได้ เพราะคงไม่มีสาวคนไหนที่ไม่มีกระจกแป้งพับแน่ๆล่ะ ถ้าไม่มีก็คงแปลกเลยทีเดียว การถ่ายรูปแนวนี้เป็นแนวที่หาได้ยาก เพราะมันจะเป็นการถ่ายเน้นไปในแนวอาร์ทๆ แอปสแตคหน่อยๆ ไม่ใช่เพื่อการโชวความสวยงามของตัวแบบสักเท่าไหร่

เพราะการถ่ายแบบนี้เป็นการเจาะเฉพาะจุดที่เราอยากจะถ่ายเพียงเท่านั้น อาจจะเห็นได้อยู่บ้างกับงานโปสเตอร์และภาพโฆษณา สินค้าประเภทเครื่องสำอาง จริงๆแล้วมันนำไปใช้กับภาพโฆษณากับงานสินค้าประเภทเครื่องประดับได้ด้วยนะ แต่ก็ไม่ค่อยเคยเห็นใช้สักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าอะไรก็แล้วแต่ที่โจทย์เป็นการถ่ายเจาะจงให้เห็นเฉพาะสิ่งที่อยากให้เห็น ใช้เทคนิคนี้ได้เลย

อุปกรณ์เป็นสิ่งที่มีกันทุกบ้านแหละ สำหรับท่านหญิงก็ง่ายๆเลยกับ ตลับแป้งพับที่มีกระจกอยู่ จะเป็นแบบกลมหรือแบบเหลี่ยมก็ได้ ซึ่งตรงนี้ควรเลือกได้เข้ากับสิ่งที่เราอยากจจะเจาะภาพให้เห็นนั้นเอง ฉากก็ไม่จำเป็นต้องจัดอะไรมากมาย เรียกได้ว่าเป็นฉากที่รกๆได้เลย เพียงแต่ไม่ว่าฉากใดก็ตาม ควรเว้นระยะห่างจากกระจกเราสักหน่อย

เพื่อที่ว่าเราจะสร้างจุดสนใจให้สิ่งที่อยู่ในกระจกเท่านั้น นั้นก็คือการทำให้ทุกสิ่งยกเว้นแบบที่อยู่ในกระจกนั้นเบลอยังไงล่ะ เพียงแค่นั้นเอง แล้วส่วนที่อยู่ในกระจกก็จะเด่นอย่างมาก เห็นไหมละว่ามันเหมาะกับการโฆษณาสินค้ากันขนาดไหน ต่อไปก็ง่ายๆอีกเช่นกัน เราอยากจะให้เห็นอะไร ถ้าถ่ายกันเล่นๆก็ ตาติดจมูก นิดหน่อยก็ได้ หรือปากติดจมูกนิดหน่อยก็ได้ หรือจะเป็นหูติดตานิดหน่อย หรือจะเป็นอามือจับตุ้มหูก็ได้นะ

นี่ก็คือการนำตัวเราเป็นแบบอย่างง่ายๆ ถือเป็นอาร์ทๆที่เราทำได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย แล้วด้วยความเป็นภาพแบบแอปสแตคแบบนี้ สามารถที่จะถ่ายเป็นภาพขาวดำด้วยเช่นกันนะ ซึ่งถือว่าสร้างความน่าสนใจได้ดีทีเดียว

การถ่ายแบบนี้จะมีข้อจำกัดนิดหน่อยตรงที่ถ้าใช้กล้องจากมือถืออาจจะไม่มีความเบลอไม่พอที่จะทำให้แบบเฉพาะส่วนที่อยู่กระจกนั้นเด่นไม่พอ ดังนั้นแล้ว ถ้ามีกล้องตัวโปรแล้วก็เลนส์ละลายโหดๆหน่อย ก็จะยิ่งดีเลยทีเดียว สำหรับการถ่ายเทคนิคนี้ ถือเป็นเทคนิคการถ่ายภาพให้หน้าสนใจระดับต้นๆ ที่เรียกได้ว่าง่ายที่สุดเลยทีเดียว ใครอยู่บ้านช่วงนี้เหงาๆจากการโดนเคอร์ฟิวแบบนี้ ก็หยิบกล้องมาถ่ายกันเล่นๆได้เลยนะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet

ศิลปะ

ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

ใครที่ไม่ได้เล่นกล้องนั้น ต้องขอบอกเลยว่า จะไม่เข้าใจเหล่านักเล่นกล้องเลยว่า ทำไมในกระเป๋ากล้องนั้น จำเป็นต้องมีของมากมายขนาดนี้ เอาเป็นว่ามีกระเป๋าใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ก็หาอะไรใส่ยัดลงไปจนหมดอยู่ดีแหละ แล้วนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราชาวตากล้องจริงๆ เหล่าแฟนหรือเพื่อนที่ไม่ได้เล่นกล้องไม่เข้าใจกันหรอกว่าทำไมต้องเยอะแยะมากมายกันขนาดนี้ อยากจะบอกเลยว่ากระเป๋ากล้องนั้นเป็นเรื่องปวดหัวของตากล้องใครหลายๆคนอย่างมาก ไม่ใช่เรื่องของกระเป๋าดีไม่ดีนะ แบรนด์ชั้นนำหรือแบรนด์ถูกๆทั่วไป จริงๆก็มีส่วนเกี่ยวนะ แต่ว่าคงไม่ต้องลงลึกตอนนี้ ไว้ทีหลังละกัน เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงความปวดหัวของเหล่าช่างกล้องในการจัดกระเป๋า

คนอื่นอาจจะคิดว่ากระเป๋าใบขนาดนั้นใส่พออยู่แล้ว หรือว่าคงคิดว่าก็ก่อนจะซื้อก็น่าจะรู้แล้วนิว่าจะใส่อะไรบ้าง ก็น่าจะพอไม่ใช่หรอ ผิดแล้วครับ กระเป๋ากล้องนั้นเป็นอะไรที่ซื้อมาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ไม่ว่าจะคำนวณมาดีขนาดไหนแล้วก็ตาม ก็จะยังไม่พอในการใช้อยู่ดีแหละ เพราะว่ากระเป๋ากล้องมันขยายไม่ได้ไง แต่ว่าอุปกรณ์กล้องมันขยายได้ยังไงละครับ ฮ่าๆ เข้าใจแล้วสินะ  กระเป๋ากล้องนั้นไม่ว่าจะมีช่องเยอะแยะขนาดไหน เราก็หาอะไรมาใส่ได้จนเต็มนั้นแหละ อย่างของหลักๆที่งอกขึ้นมาเป็นปกติของเหล่าตากล้องนั้นก็คือ ตัวบอดี้กล้อง กับเลนส์ และแบตเสริม พวกนี้เป็นสิ่งที่มันต้องพกไปอยู่แล้ว

ยิ่งถ้าต้องเป็นทริปที่ไปหลายวันก็ต้องพกพวกอุปกรณ์ชาร์ตไปด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่า มันเปลืองที่มากๆ แล้วถ้าวันไหนมีบอดี้กับเลนส์งอกขึ้นมานะ นั้นแหละวันแห่งความปวดหัว มันนั่งจัดแล้วจัดอีกว่าจะเอาอะไรใส่ตรงไหน ให้ได้มากที่สุด อย่างผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ผมนะ บอดี้กล้องดิจิตอลตัวนึง เลนส์สามตัว บอดี้กล้องฟิล์มสี พร้อมเล่นอีกสองตัว บอดี้กล้องฟิล์มขาวดำพร้อมเล่นอีกสองตัว คิดว่าพอไหมละ ฮ่าๆ มันจบแค่หลักก็ดีสิครับ

เรื่องที่หน้าปวดหัวรองลงมาก็นั้นแหละ อุปกรณ์เสริมยังไงละครับ  มันเป็นอะไรที่เล่นไปเรื่อยๆแล้วก็ยิ่งจะอยากพกนู้นนี่มากขึ้น ซึ่งก็บอกว่าว่าแต่ละอย่างนั้นจำเป็นต้องพกด้วยเป็นบางอย่าง เพราะว่าเป็นส่วนช่วยพวกเราได้จริงๆ เวลาที่เกิดอะไรขึ้นที่จำเป็นต้องใช้ จะได้มีใช้ได้ทัน นั้นแหละคือประเด็นของการนำเสนอ เดี๋ยวผมจะมาลิสไว้สับสิบอย่างที่มันเป็นของที่เราชาวตากล้องพกแล้วอุ่นใจ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

ศิลปะ

พานพุ่มน้อย พร้อมมาลา วันครูแห่งชาติ

วันครูเป็นอีกหนึ่งวันที่เหล่าลูกศิษย์นั้นพร้อมใจที่จะลำลึกจัดพิธีไหว้ครูในวันที่ 16 มกราคมของทุกปี  เพราะว่าครูนั้นเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เป็นเทียงส่องทางที่สร้างคนด้วยการศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ และสอนให้เป็นคนดีในสังคม ครูคือผู้ที่นำความรู้ว่าให้แก่เราเป็นตัวแทนจากพ่อแม่ เหมือนกับคำว่าแม่พิมพ์ของชาติ

ซึ่งครูนั้นเป็นตัวแทนที่สอนให้ความรู้แก่ราตั้งแต่ตัวน้อยจนเติบโตเพื่อที่ให้เรานั้นเติบโตเป็นคนดีในสังคมและสอนให้เรานั้นเรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรกครูนั้นต้องสองให้ความรู้กับเราเริ่มจากการพูด การเขียนหนังสือ การอ่านหนังสือ สอนให้เรานั้นอยู่ในสังคมที่ดีอยู่ร่วมกับคนอื่นได้โดยที่ไม่มีปัญหากับคน ซึ่งครูนั้นเหนื่อยกว่าพ่อแม่สะอีก เพราะว่าตั้งหน้าตั้งตาสอนเด็กนั้นหลายคนเพื่อที่จะให้โตนั้นมีความรู้อ่านออกเขียนได้ เริ่มจากเด็กนั้นเริ่มเข้าโรงเรียนมาตั้งแต่เด็กๆเพราะว่าเป็นเด็กนั้นการที่ไปโรงเรียนนั้นต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเลยไม่ใช่แค่สอนไปวัน

การเป็นครูนั้นต้องใช้การอดทนเพื่อที่สอนเด็กที่ไม่รู้เรื่องบวกกับการพึ่งจะมาเข้าเรียนคนที่ศึกหนักก็คือคุณครูที่ต้องคอยบ่งนิสัยและสอนเอาความรู้ใส่เข้าไปให้กับเด็กจะได้ให้เด็กนั้นมีความรู้และนิสัยที่เรียบร้อยการเป็นครูนั้นต้องให้ความอดทนสูงมากกว่าจะสอนเด็กแต่ละคนให้มีความรูให้เข้าใจกว่าจะอ่านออกเขียนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องคอยสอนทีละอย่างทีละตัวอักษรเพื่อที่ให้เด็กนั้นเขียนได้บางคนต้องให้ครูนั้นสอนแบบว่าจับมือเขียนกันเลย ส่วนครูบางคนนั้นก็ต้องคอยติดตามเด็กแต่ละคนว่าเป็นอย่างไงต้องคอยดูแลเด็กให้เจริญเติบโตมาเป็นเด็กดีของสังคมซึ่งก็ต้องใช้เวลาที่นานเพื่อที่จะสอนในการที่ให้นักเรียน

แต่ละคนนั้นเป็นคนดี ซึ่งตามประวัติโดยวันครูได้มีการกำหนดให้จัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม ในปี 2500 ซึ่งตรงกับวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี 2488 ที่ได้มีการกำหนดให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกของ  คุรุสภา ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูนั้นหยุดในวันดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ในทุกๆปี คุรุสภา จึงจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปีเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานที่ผ่านมา รวมทั้งมีพิธีประกอบทางศาสนาเพื่อที่น้อมรำลึกพระคุณบูรพาจารย์และมีการปฏิญาณตนของครูทั้งหลาย

ซึ่งแนวคิดนั้นในการเฉลิมฉลองนั้นในวันครูนั้นมีต้นกำเนิดมาจากหลายประเทศในศตวรราที่ 20 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้ที่ให้การศึกษาของแต่สถาบัน แต่ซึ่งในปัจจุบันงานวันครูได้มีการเปลี่ยนแปลงให้กิจกรรมไหว้ครูและกิจกรรมอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอยู่ตลอด

ประวัติและตำนาน

เรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้าน

ทุกคนเคยสงสัยหรือป่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไรและจะมีอะไรที่ไม่เหมือนกับบ้านเราและแตกต่างไปจากบ้านเราหรือป่าวแน่นอนในแต่ละที่นั้นก็มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปแต่มันจะแปลกและจะน่าทึ่งขนาดไหนวันนี้ ดูบอลสด  ของเราจะมาบอกเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านให้คุณได้รู้กัน

Pulau Ubin ป่าสุดท้ายของสิงคโปร์   

ถ้าหากเราพูดถึงเกาะสิงคโปร์หลายคนก็คนจะนึกถึงเมืองที่สุดแห่งความหรูหลาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สุดเลยจริงๆแต่เชื่อไหมว่าเกาะเล็กๆอย่างสิงคโปร์นั้นก็ยังมีส่วนทั่งคงเป็นธรรมชาติหลงเหลือให้เห็นกันอยู่ด้วยปูเลาปูบินซึ่งเป็นเกาะเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสิงคโปร์ซึ่งได้มีพื้นที่เพียง10.19ตารางกิโลเมตรเท่านั้นเองซึ่งมันได้มรฉายาว่าป่าสุดท้ายของสิงคโปร์ เพราะที่นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายซึ่งมันได้แตกต่างไปจากในเมืองที่มีแต่แสงสีเสียงและเทคโนโลยีที่ทันสมัยส่วนในทางด้านทิตตะวันออกของเกาะอูบินนั้นก็ยังมีชายหาดซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นแมลงดาทะเลเหรียญทะเลและยังมีเศษปาการังที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆและนอกจากนี้แล้วสิงคโปร์ยังมีเส้นทางเดินป่าที่สวยที่สุดอีกแห่งอยู่ที่อ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นเส้นทางเดินป่าธรรมชาติที่คนรักธรรมชาตินั้นไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ประเพณีแขวนโลงของชาวพิลิปบันส์  

ในปัจจุบันหากบ้านไหนครองครัวไหนเกิดการสูญเสียบุคคลอักเป็นที่รักถ้าหากไม่ทำพิธีตามหลักของคนตะวันตกที่จะต้องฝังลึกลงไปในใต้ดินแล้วส่วนใหญ่หลายๆประเทศก็จะใช้วิธีการเผาเหมือนอย่างประเทศไทยเรานี่ล่ะ  แต่ลึกลงไปท้ามกลางหุบเขาของสกาด้าแห่งพิลิปบันส์ชาวเผาอีโกรอทชนพื้นเมืองดั่งเดิมที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานพวกเขานั้นเลือกที่จะใช้การไว้อาลัยแด่บุคคลที่จากไปด้วยการนำโลงศพไปแขวนไว้บนหุบเขาแทนที่จะฝังลึกลงไปในใต้ดินซึ่งโลงศพนั้นจะถูกแขวนสูงขึ้นไปมากกว่าหลายร้อยฟุตจากพื้นดินชนเผ่าเมืองแถบนี้เชื่อกันว่าการแขวนโลงศพไว้จะช่วยทำให้คนที่จากได้ย้อนไปหาบรรพบุรุษในอดีคซึ่งถือได้ว่าเป็นพรที่วิเศษที่สุดอีกทั้งยังเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามายุ่งกับร่างของผู้ที่จากไปอีกด้วยถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะหาชมประเพณีแบบนี้ได้ยากกว่าในอดีคแต่ก็ยังมีชนพื้นเมืองจำนวนมากก็ยังรักษาประเพณีดั่งเดิมเอาไว้

ประเพณี

ประเพณีวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี

ชาวจังหวัดชลบุรีได้มีการจัดงานประเพณีวิ่งควายนี้ขึ้นทุกปีและได้เป็นเอกลักษณ์ชาวจังหวดชลบุรีไปแล้ว และในวันขึ้น14ค่ำเดือน11ของทุกปี ประเพณีนี้ถือว่าได้ทำนามาเกือบทั้งปีแล้วนั้นและเป็นการที่ชาวบ้านได้มาพบปะพูดคุยกันอีกด้วย ในสมัยก่อนเชื่อว่าการที่มีควายเจ็บป่วยและได้ทำการบนแก่สิ่งศักดิ์สิทธิให้ควายของตนนั้นหาย เมื่อควายของตนหายดีแล้วจึงนำมาวิ่ง และก็ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาปัจจุบันได้มีการตกแต่งควายของตัวเองให้สวยงาม

ขั้นตอนการวิ่งควาย

ปัจจุบันได้ให้มีการประกวดน้องนางบ้านนาและมีการประกวดควาย ทั้งแบบสวยงามและแบบตลกขบขัน จะประดับควายด้วยผ้าแพรดอกไม้หลายหลายสี แม้แต่เจ้าของควายก็แต่งตัวด้วยมีของประดับมากมาย บางคนก็แต่งคล้ายลิเก และเมื่อเวลาวิ่งควายก็จะแสดงมีท่าทางแปลกๆในการวิ่งเป็นที่สนุกสนานของคนที่มาชม และควายที่เข้าแข่งขันในการวิ่งนั้นจะตองมายืนตรงจุดปล่อยตัว และจะต้องมีเจ้าของควายขี่อยู่บนหลัง เมื่อได้ยินสัญญาณปล่อยตัวก็เริ่มออกวิ่ง ควายตัวไหนถึงเส้นชัยก่อนก็ชนะ

กิจกรรมในงานประกอบด้วย

ตอนช่วงเช้าจะมีขบวนแห่กัณฑ์เทศจำนวน13กัณฑ์ และพอตอนสายจะมีพิธีเปิดงาน และการแข่งขันวิ่งควายรุ่นต่างๆ และการประกวดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ควาย ประกวดการแต่งควาย และมีการแข่งขันชกมวย เตะตะกร้อ ปีนเสาที่ราดด้วยน้ำมันและมีกิจกรรมมากมายจากศิลปินดาราที่เชิญมาร่วมงาน พอช่วงเย็นก็จะมีการประกวดน้องนางบ้านนา ช่วงสามทุ่มก้อจะมีการแสดงจากดารานักร้อง งานนี้จะจัดขึ้นสามคืน ในคืนที่สองก็จะมีกิจกรรมคล้ายกับวันแรก งานจะเริ่มช่วงห้าโมงเย็นเป็นต้นไป  ส่วนในคืนที่สามงานจะเริ่มห้าโมงเย็น ช่วงสามทุ่มจะให้มีการประกวดหนูน้อยบ้านนาเกิดขึ้น

ประเพณีวิ่งควาย

เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยๆปี ที่ชาวชลบุรีได้สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยไว้ให้ลูกหลานได้สืบทอดกันต่อไป ภายในงานก็จะมีร้านค้าทั่วไป มาจัดแสดงสินค้าให้เลือกจับจ่าย ใช้สอย ยังมีร้านอาหารไว้คอยบริการเมื่อเวลาหิว อย่างเช่นพวกก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ข้าวต้มเครื่อง น้ำ ร้านเสื้อผ้ามากจากจังหวัดต่างมาให้เลือกใช้บริการพวกเสื้อผ้าพื้นเมืองของอีสานและทางเหนือ และก็มีร้านเฟอร์นิเจอร์มาให้เลือกชม มีทั้งไม้สัก ไม้เนื้อแข็ง เตียงนอน เก้าอี้โยก ชุดโต๊ะรับแขก ก็มีมาให้เลือกซื้อได้ตามความต้องการของเรา

 

ประวัติและตำนาน

ประวัติพระแก้วมรกต

สำหรับพระแก้วมรกตนั้นเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของไทยอายุมากกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว

ซึ่งหากจะเล่าย้อนความเป็นมาของพระแก้วมรกตนั้นมีการเล่าขานการค้นพบพระแก้วมรกตโดยพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งในครั้งนั้น พระภิกษุสงฆ์องค์ดังกล่าวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระพุทธรูปที่เห็นอยู่นี่คือพระแก้วมรกต

ตามประวัติที่ค้นพบพระแก้วมรกตเล่าว่า ในสมัยก่อนมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเดินทางมาที่เมืองเชียงรายและบังเอิญเดินผ่านมายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งขณะที่กำลังเดินผ่านอยู่นั้นปรากฏว่าฟ้าได้ผ่าลงมาแล้วผ่าไปโดยยอดเจดีย์ดีหัก ทำให้พระภิกษุรูปดังกว่าเดินเข้าไปดูด้านในเจดีย์แล้วเจอกันพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งมีลักษณะสีดำ ไม่สวยงามพระภิกษุสงฆ์รูปดังกล่าวจึงได้นำพระพุทธรูปกลับมาไว้ที่วัดมาวางไว้รวมกับพระพุทธรูปองค์อื่นอื่นภายในวัดแต่หลังจากนั้นไม่นานปูนที่ฉาบตรงปลายฐานของพระพุทธรูปก็เกิดปริออกทำให้มองเห็นว่าด้านในของพระพุทธรูปเป็นสีเขียวและเมื่อกระเถาะเอาปูนออกจนหมดจึงได้เห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างมาจากหยกสีเขียวทั้งองค์ ซึ่งหยกที่นำมาสร้างเป็นหยกชิ้นเดียวทั้งองค์เลย ไม่มีรอยต่อใดใด

เรื่องการค้นพบพระแก้วมรกตจึงได้รู้ไปถึงหูของเจ้าเมืองเชียงใหม่ พระองค์จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่แต่ระหว่างที่ช้างกำลังอัญเชิญพระแก้วมรกตไปเชียงใหม่นั้นเมื่อมันเดินมาถึงทางแยกทีจะไปเชียงใหม่กับลำปาง ช้างเกิดไม่ยอมเดินไปทางเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าถึงมีการเปลี่ยนช้างแล้วช้างก็ยังไม่ยอมไปเชียงใหม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถึงสามครั้งทำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองลำปางแทนซึ่งในตอนนี้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่วัดพระแก้ว และได้อยู่ที่วัดแห่งนั้นเป็นเวลากว่าสามสิบปี

และต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2011 ได้มีการเปลี่ยนเจ้าเมืองที่ครองนครเชียงใหม่ จึงได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตให้มาประดิษฐานไว้ทีวัดเจดีย์หลวงแห่งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระองค์ได้มีคำสั่งให้สร้างปราสาทขึ้นเพื่อที่จะได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานเอาไว้ที่ปราสาทแห่งนี้ แต่ว่ามีเหตุการณ์ฟ้าผ่าทำให้ยอดปราสาทพังเสียหายจึงเป็นเหตุให้พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปเก็บไว้ที่วัดแทน ซึ่งมีนำพระแก้วมรกตไปเก็บไว้ในตู้และเมื่อมีงานสำคัญเมื่อไหร่จึงค่อยอัญเชิญท่านออกมาร่วมพิธีซึ่งพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่เป็นเวลาทั้งสิ้น 84 ปี ต่อมาลูกสาวเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้แต่งงานไปกับเจ้าเมืองหลวงพระบาง

และมีโอรสนามว่าพระไชยเซษฐ์และต่อมาในปี 2094 เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เสด็จสวรรคตแต่เนื่องจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่มีทายาททำให้พระเจ้าไชยเชษฐ์ได้มาปกครองเมืองเชียงใหม่แทนแต่ปกครองเชียงใหม่ได้ไม่นานพระบิดาก็เสด็จสวรรคตทำให้พระองค์ต้องกลับมาปกครองที่หลวงพระบางและในครั้งนั้นเองพระองค์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปหลวงพระบางด้วยต่อมาไม่นานเชียงแสนก็ถูกพม่าบุกยึดทำให้พระองค์ต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์ซึ่งพระองค์ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วยซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระแก้วมรกตจึงได้อยู่ที่นครเวียงจันทร์นานถึง 215