ศิลปะ

ศิลปะการพูด

การพูดดีย่อมเป็นศรีแก่ตัวเอง การพูดไม่ดีย่อมเป็นภัยแก่ตัวเอง การพูดดีเหมือนกับยาหอม การพูดไม่ดีเหมือนยาพิษ ฉะนั้นแล้วการพูดไม่ใช่เพียงสิ่งปกติที่คนทั่วไปกระทำกัน แต่การพูดยังเป็นศิลปะอย่างหนึ่งด้วย คนใดที่มีศิลปะในการพูดจะยิ่งมีเสน่ห์มาก หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าศิลปะการพูดเป็นแบบใด มีความสำคัญอย่างไร

ศิลปะการพูดคืออะไร

ศิลปะการพูด คือการพูดอย่างมีชั้นเชิง มีความรู้ มีภูมิฐาน มีความไพเราะ มีเหตุผล มีหลักและวิธีการ มีลูกเล่นน้ำเสียง รวมทั้งมีจังหวะเวลา กาลเทศะด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อาจะต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน เพราะการพูดคุยปกติธรรมดาอาจไม่เทียบเท่าการฝึกฝนการพูดโดยเฉพาะ การพูดที่มีการใช้ศิลปะการพูดอย่างเช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การโต้วาที การอ่านข่าว การจัดรายการวิทยุ การเป็นพิธีกร เป็นต้น

ศิลปะการพูดต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง

1.ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่กำลังจะพูด

ความรู้ความเข้าใจในหัวข้อหรือเนื้อเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้พูดไม่สามารถพูดโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไม่เข้าใจซึ่งที่ผู้พูดจะสื่อ อาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องตรงกัน หรือทำให้ผู้ฟังไม่ได้ประโยชน์หรือเนื้อหาสาระใดๆจากการฟังผู้พูดเลย ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้พูดไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะสื่อสารให้แก่ผู้ฟังได้เข้าใจตรงกัน

2.ต้องมีลูกเล่นน้ำเสียง

ลูกเล่นน้ำเสียง หรือโทนเสียงที่ใช้ในการพูด จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจในเรื่องนั้น ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ อยากฟัง น่าติดตาม ที่สำคัญการใช้น้ำเสียงต่างๆมีผลต่อความรู้สึกของผู้ฟังด้วย อย่างเช่น ในการเล่านิทาน ถ้าผู้พูดเล่าด้วยน้ำเสียงเดียวกันทั้งเรื่องจะทำให้เกิดความน่าเบื่อ ผู้ฟังอาจเบื่อหน่ายจนไม่สนใจเนื้อเรื่อง หรือแม้กระทั่งการที่คุณครูสอนเด็กนักเรียนก็เช่นกัน ถ้าคุณครูใช้น้ำเสียงเนิบๆช้าๆ เด็กนักเรียนจะรู้สึกเบื่อ แต่ถ้าคุณครูใช้น้ำเสียงที่ดุ เด็กนักเรียนจะรู้สึกกลัว และกระตุ้นให้เด็กนักเรียนตื่นตัวตั้งใจเรียนขึ้นได้ 

3.ต้องรู้จักกาลเทศะ

ศิลปะการพูดที่ผู้พูดที่ดีควรมีคือกาลเทศะ การพูดที่ดีควรพูดให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะการพูดเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการมีมารยาทด้วย การเป็นผู้พูดที่ดีไม่ใช่ว่าจะพูดกับใคร เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ แต่จะต้องคำนึงถึงคุณวุฒิ วัยวุฒิ สถานที่ ภาษาที่เหมาะสม และเวลาในการพูดด้วย เช่น การพูดกับเพื่อนสามารถพูดปกติได้ การพูดกับผู้ใหญ่จะต้องพูดให้สุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน การพูดกับเด็กอาจพูดด้วยความเอ็นดู เป็นต้น

4.ต้องผ่านกระบวนการคิด

ศิลปะการพูดนั้นควรมีการพูดที่ผ่านการกลั่นกรอง ผ่านกระบวนความคิดมาแล้ว ไม่ใช่จะพูดอะไรก็ได้ เพราะเวลาที่ผู้พูดคิดถี่ถ้วน คิดอย่างละเอียดรอบคอบมาแล้วย่อมส่งผลให้การพูดออกมาดีมากกว่าการพูดที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ไม่ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์มา ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า ต้องรู้จักคิดดี พูดดีเข้าไว้

จะเห็นได้ว่าการพูดนั้นไม่ใช่กิจวัตรที่ทำกันเป็นเพียงปกติเท่านั้น แต่ยังเป็นศิลปะที่ทำให้สร้างคุณค่า สร้างชื่อเสียง สร้างอาชีพได้ หากรู้จักใช้วิธีการพูดที่ดี ซึ่งอาชีพที่ต้องมีศิลปะในการพูดหรือใช้การพูดเป็นอาชีพก็มีให้เห็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ ผู้ประกาศข่าว นักพากย์ ไลฟ์โค้ช ทนาย เป็นต้น อาชีพเหล่านี้ล้วนต้องใช้ศิลปะการพูดอย่างมากเพื่อดึงความสนใจจากผู้ฟัง หากไม่มีศิลปะการพูดที่ดีก็ไม่อาจมีผู้ฟังที่ไหนสนใจฟัง ไม่ได้รับการยอมรับ และไม่อาจมีอาชีพเหล่านี้ขึ้นมาได้

 

 

สนับสนุนโดย   Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ประเพณี

ประเพณีบุญข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้า

         สำหรับประเพณีข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้านั้นเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันโดยเป็นประเพณีของคนภาคอีสานซึ่งถ้าหากเราเป็นคนภาคกลางหรือภาคเหนือและแล้วก็อาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อประเพณีมากนักเนื่องจากว่าเป็นประเพณีที่ไม่ได้โด่งดังมากเท่าที่ควรและไม่ได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวในช่วงที่มีการจัดประเพณีนี้เนื่องจากว่าประเพณีนี้เป็นเพียงแค่การทำบุญเท่านั้น

โดยลักษณะของประเพณีนี้มีการทำขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทำบุญให้กับญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วหรือทำบุญให้กับพวกเปรตและสัตว์นรกทั้งหลายที่ไม่ได้รับบุญและไม่ได้ทำบุญช่วงที่พวกเขานั้นยังมีชีวิตอยู่สำหรับประเพณีนี้จะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยในแต่ละปีนั้นจะมีการจัดขึ้นตรงกับวันแรม 14 ค่ำเดือน 9 การจัดงานบุญข้าวประดับดินนั้นไม่ได้มีการจัดงานหรูหรามากมายนะเป็นแค่เพียงประเพณีที่ทำขึ้นมาด้วยการให้ชาวบ้านนั้นทำกระทงใบตองขึ้นมาและนำอาหาร 

ทั้งคาวและหวานรวมถึงอาจจะมีผลไม้และต้องมีหมากและพลูและบุหรี่วางไว้ในกระทงนั้นซึ่งอาหารคาวหวานรวมถึงขนมต่างๆนั้นใส่แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากใครเคยเห็นวิธีการของคนภาคกลางเวลาที่จะนำกระทงอาหารไปวางไว้ตรงทางสามแพร่งก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการทำบุญข้าวประดับดินนั่นเองเนื่องจากว่ากระทงที่ทางภาคอีสานทำเพื่อจะเอาไปร่วมงานบุญข้าวประดับดินนั้นก็จะเป็นกระทงอาหารขนาดเล็กไม่ใหญ่มากและชาวบ้านก็มักจะนำกระทงนี้ไปวางไว้ใต้ต้นไม้หรือแม้แต่จะเอาไปวางไว้แถวใกล้ๆโบสถ์หรือเจดีย์ก็ได้ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า

วิธีการทำเส้นนี้นั้นจะสามารถอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับคนที่เสียชีวิตไปแล้วรวมถึงให้กลับเจ้ากรรมนายเวรและผีเปรตทั้งหลายที่ไม่มีใครทำบุญไปให้อีกทั้งอาหารที่นำไปวางนั้นก็ยังสามารถที่จะทำบุญให้กับสัตว์ที่ยังมีชีวิตแต่ไม่มีเจ้าของคอยเลี้ยงดูซึ่งพวกมันนั้นก็จะคอยคุยเขียงอาหารตามถังขยะดังนั้นเมื่อถึงวันที่มีการจัดประเพณีนี้ขึ้นมาสัตว์ต่างๆเหล่านั้นก็จะสามารถมากินอาหารในกระทงที่มีการนำไปวางไว้ได้นั่นเอง

สำหรับการเตรียมงานนั้นจะมีการเตรียมงานกันก่อนวันแรม 14 ค่ำ 1 วันซึ่งชาวบ้านก็จะพากันมารวมตัวทำข้าวต้มรวมถึงทำขนมและห่อหมากพลูเอาไว้ซึ่งสิ่งที่ทำนี้จะถูกแบ่งเอาไว้ทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกันส่วนแรกนั้นก็คือคำว่ากินกันเองในคนในครอบครัวส่วนส่วนที่ 2 นั้นก็สามารถเอาไปแจกให้กับเพื่อนบ้านหรือญาติมิตรและส่วนที่ 3 นั้นก็จะนำไปถวายพระสงฆ์เป็นการทำบุญทำทานเพื่อเพิ่มบุญกุศลให้กับตนเองและส่วนสุดท้ายนั้นก็เอาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ตายไปแล้วนั่นเอง

ศิลปะ

ศิลปะกับการตกแต่งบ้าน

บ้านที่อยู่อาศัยที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ บ้านจึงเป็นสิ่งที่นอกจากจะมีความปลอดภัยในการพักอาศัยแล้วก็จะต้องมีความสวยงามควบคู่ด้วยเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายสบายใจเมื่ออยู่อาศัย และความสวยงามเหล่านี้ก็จะต้องเกิดจากจิตนาการและการนำศิลปะต่างๆมาผสมผสานให้เกิดสิ่งต่างๆ

ที่มีความแปลกใหม่และสวยงามจึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านนั้นน่าอยู่ขึ้นและอยู่อย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ได้อย่างดีด้วย จึงไม่แปลกที่การสร้างบ้านนั้นจะต้องมีการนำสิ่งที่เป็นศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ต่างๆเข้ามาใช้ประยุกต์เข้าด้วยกันและเป็นสิ่งที่สามารถเข้ากันได้อย่างลงตัวเลยทีเดียวเพราะไม่ว่าจะเป็น

โครงสร้างบ้านและการตกแต่งบ้าน ก็เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ศิลปะในการออกแบบจินตนาการถึงโครงสร้างของตัวบ้าน ซึ่งการออกแบบโครงสร้างนั้นผู้ออกแบบจะต้องมีความคิดและจินตนาการที่แตกต่างออกไปจากแบบบ้านอื่นๆ เพราะการทำโครงสร้างบ้านในลักษณะเดิมนั้นๆก็จะทำให้บ้านที่ออกแบบไม่มความแตกต่างจากบ้านหลังอื่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์มนเรื่องของการอยู่อาศัยให้เกิดความผ่อนคลาย

เพราะในบางครั้งผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องการบ้านที่มีโครงสร้างบ้านที่แตกต่างออกไปจากบ้านหลังอื่นๆ เพื่อให้บ้านนั้นมีความแตกต่างรวมถึงการอยู่อาศัยด้วย การนำศิลปะต่างๆและเทคนิคทางด้านศิลปะเข้าใช่วยในการออกแบบตั้งแต่โครงสร้างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยทีเดียวและการตกแต่งบ้านนั้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุอุปกรณ์ก็จะต้องมีความสอดคล้องกับโครงสร้างบ้านด้วยเพื่อให้เกิดความสวยงามและเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้อย่างดีที่สุด

การเลือกสีและลวดลายในการตกแต่งบ้าน ก็เป็นการใช้ศิลปะอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการสร้างสรรค์บ้านมีความสวยงามรวมถึงควมทันสมัยด้วย เพราะสีและลวดลายต่างๆของการตกแต่งบ้านหรือลวดลายบนวัสดุอุปกรร์การตกแต่งบ้านนั้นก็เป็รสิ่งที่จะต้องมีความปราณีตและความสร้างสรรค์ในการเลือกเช่นกัน โดยส่วใหณ่แล้วนั้นบ้านในยุคปัจจุบันจะไม่ได้มีการนำไม้มาสร้างบ้านทั้งหลังแต่จะเน้นการตกแต่งบ้านด้วยลวดลายของไม้ที่มีความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็รไม้แกะสลักหรือไม่ที่มีรูปทรงสวยงามแบะแปลกตานำมาประดับ

หรือตกแต่งบ้านก็สร้างควมสวยงามให้กับบ้านมากเลยทีเดียววมถึงการเลือกสีบ้านหรือเทคนิคความคิดสร้างสรรค์ในการทาสีบ้านก็จะต้องมีความเป็นศิลปะเข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน เพราะการทาสีบ้านแบบเดิมนั้นถิเป็นสิ่งที่ไม่มีความแปลกใมห่การสร้างสรรค์สีบ้านให้มีความแปลกใหม่นั้นจึงถือเป็นสิ่งที่บ้านยุคใหม่นั้นนิยมทำกันมาก ไม่ว่าจะเป็การสร้างลวดลายหรือการไล่ระดับสีทาบ้านและตกแต่งเป้นต้น

ความเป็นศิลปะนี้จะทำให้บ้านน่าอยู่ เนื่องจากบ้านที่เราอยู่นั้นได้มีการนำศิลปะเข้ามาร่วมใช้ในการออกแบบและตกแต่งจึงทำมห้บ้านของเรามีความสวยงามที่แตกต่างออกไปจากบ้านอื่นๆทำให้เมื่ออยู่อาศัยจึงให้ความรู้สึกดีและรู้สึกอบอุ่นได้นั่นเอง ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ต้อนำมาใช้ควบคู่กับการสร้างบ้านอยู่เสมอ

 

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ศิลปะ

การเริ่มต้นของการเรียนศิลปะ

ความรู้เบื้อต้นในทางศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ผู้เรียนรู้สามารถที่จะนำไปต่อยอดได้ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้า คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะกรรมและรวมถึงสายงานด้านศิลปะต่างๆด้วยที่เรานั้นตั้งใจที่จะศึกษาหรือนำความรู้ในเบื้องต้นของการเรียนศิลปะไปใช้และประยุกต์ให้เข้ากับงานต่างๆด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นที่จเรียนรู้ศึกษาทางด้านศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปหรืองานด้านศิลปะอื่น

และคนโดยส่วนใหญ่นั้นจะไม่ได้มีการรู้ตัวเองมาก่อนนักว่าตัวเองนั้นจะเหมาะกับศิลแบบใดบ้างหรือควรจะเรียนรู้ในงานศิลปะไปในแนวทางใดดังนั้นแล้วการเริ่มต้นศิลปะบางครั้งจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนบางคนด้วย ถึงแม้ศิลปะจะเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิด จิตนาการโดยส่วนใหญ่แต่ในการที่เราจะสามารถเรียนรู้ในงานศิลปะต่างๆได้นั้นเราก็อาจจะต้องอาศัยสิ่ต่างด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่างสำหรับผู้ที่ต้องการเรามต้นในงานศิลปะต่างๆทั้งคนที่มีความชื่นชอบหลงไหลในงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กแล้วหรือผู้ที่เพิ่มจะเริ่มต้นมีความหลงไหลหรืออยากที่จะเรียนรู้ในงานศิลปะต่างนั้น โดยการเริ่มต้นในงานศิลปะนั้นไม่ว่าจะเป็นศิลปะประเภทใดสิ่งแรกที่ทุกคนจะมีมีก็คือ การเริ่มต้น เราจะต้องหาสิ่งที่เป็นตัวจุดประกายว่าเรานั้นพร้อมที่จะเรียนรู้และเปิดใจกับงานศิลปะ

โดยการเปิดใจกับงานศิลปะนั้นเพ่อเป็นเหมือนการเลือกสายทางด้านการเรียนรู้ของศิลปะมากกว่า เพราะศิลปะนั้นมีหลานสายและแต่ละสายก็มีสิ่งที่สำคัญและหน้าสนใจในการเรียนรู้ที่ต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นศิลปะก็คือการจินตนาการอย่างมีขั้นตอนและมีการใช้พรสวรรค์หรือฝีมอืร่วมด้วย ซึ่งสิ่งนี้อาจจะไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและรักในงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กแต่อาจจะป็นอุปสสรคของคนที่เพิ่มเข้าสู่วงการศิลปะนั่นเอง บางคนอาจจะบอกว่าศิลปะนั้นเกิดจาดพรสวรรค์ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช้พรสวรรค์ทั้งหมดแต่ศิลปะเกิดจาการ

เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่อชอบในงานศิลปะอยู่แล้วหรือผู้ที่เพิ่มชื่นชอบก็ล้วนแต่จะต้องมีการเรียนรู้เพื่อให้เรารู้ถึงในส่งที่ไม่รู้และสามารถนำไปสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดผลงานใหม่ๆทางด้านศิลปะในแนวทางที่น่าสนใจได้และการเรียนรู้ศิลปะนัน้ถือเป็นความรั้ที่จะสามารถนำไปใช้เพ่อต่อยอดได้อย่างแท้จริง

อีกสิ่งที่จะขาดไม่ได้เบยนั่นก็คือการฝึกฝน เพราะผลงานทางด้านศิลปะนั้นจะสามารถพัฒนาไปในทางที่ดีและน่าสนใจได้นั้นศิลปนจะต้องมีการฝึกฝนเพื่อให้ผลงานของตัวเองนั้นเป็นที่สุดให้ได้และการฝึกฝนก็เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีการชื่นชอบในศิลปะมาแต่แรกด้ยแต่การฝึกฝนนี่แหละจะสามารถต่อยอดและทำให้เรานั้นเป็นศิลปินในอนาคตได้ไม่เพียงแค่นี้การฝึกฝนเป็นสิ่งที่เรานั้นจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอหรือทำจนกว่าที่เรานั้นจะได้สิ่งที่พอใจ

 

สนับสนุนโดย   ae sexy

ตำนาน

ตำนานคลองแสนแสบตำนานความรักของขวัญและเรียม

 

           หากพูดถึงตลาดน้ำขวัญเรียมเชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จักและเคยไปเที่ยวมาบ้างแล้วซึ่งตลาดน้ำขวัญเรียมนี้อยู่ที่บริเวณคลองแสนแสบในเขตบางกะปิเป็นตลาดน้ำที่พ่อค้าแม่ค้านั้นจะมีการขายของกันในลักษณะของบรรยากาศเมืองโบราณและแน่นอนว่าเมื่อเป็นเรื่องเก่าแก่โบราณต้องมีตำนานเล่าขานกันสืบมาโดยตำนานของคลองแสนแสบนี้เป็นตำนานความรักของคนหนุ่มสาว

ซึ่งเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่าชายหญิงคู่หนึ่งนั้นรักกันมากแต่ด้วยฐานะที่ทั้งคู่นั้นแตกต่างกันจึงทำให้ถูกปิดการด้วยฝ่ายชายนั้นชื่อขวัญเขา เขาเป็นคนในพื้นที่เขตบางกะปิมีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านส่วนฝ่ายหญิงนั้นชื่อว่าเรียมเธออยู่คลองแสนแสบเรียนนั้นเป็นลูกสาวของตาเรืองส่วนขวัญนั้นเป็นลูกชายของนายเขียนอยู่มาวันหนึ่งในเขียนและตาเรืองนั้นมีเรื่องฟ้องร้องกันเกี่ยวกับเรื่องของการบุกรุกที่นาทำให้ทั้งคู่นั้นไม่ถูกกัน

แต่เมื่อทั้งคู่รู้ว่าลูกชายและลูกสาวของตนเองนั้นรักกันจึงได้พยายามกีดกันไม่ให้คนทั้งคู่นั้นได้เจอกันเลยแต่เรื่องนั้นได้มีการส่งลูกสาวไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯแต่เรียมนั้นไม่อยากจะไปจึงได้แอบมาหาขวัญ และทั้งคู่ก็ได้มีการสาบานใต้ต้นไทรเป็นการสาบานต่อเจ้าพ่อไทรว่าคนทั้งคู่นั้นจะรักกันและซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไปแล้วเมื่อตอนเรือบังคับให้เรียนนั้นไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯเลยให้ไปอยู่กับคนรู้จักที่ชื่อว่าคุณนายทองคำทำให้เรียนนั้นได้เจอกับลูกชายของคุณนายทองคำซึ่งลูกชายของคุณนายทองคำนั้นได้ตกหลุมรักเรียมแต่อย่างไรก็ตามเดิมนั้นก็ยังคงรักและซื่อสัตย์ต่อขวัญอยู่เสมอ

ซึ่งขวัญเองนั้นพี่อยู่บางกะปิก็ยังคงเฝ้ารอเรียนให้เรียนจบแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันหลังจากเรียนไปได้ 3 ปีเตรียมก็กลับมาเยี่ยมบ้านเพราะว่าแม่ป่วยจึงทำให้ขวัญและเรียนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งแต่ลูกชายของคุณนายทองคำได้ตามเรียมกลับมาเลยลูกชายของคุณนายทองคำนั้นได้มีการบอกรักเรียมซึ่งขวัญมาได้ยินพอดีทำให้ขวัญไม่พอใจและได้ไปทางเรือที่จะต้องใช้เดินทางเข้าไปเรียนที่บางกอกทำให้ชาวบ้านนั้นออกตามไล่ล่าขวัญเพื่อนำตัวมาลงโทษซึ่งลูกชายของคุณนายทองคำได้อาศัยจังหวะนั้น

ใช้ปืนยิงขวัญตายเพื่อหวังที่จะให้เรียนนั้นมารักตนเองส่วนรวมนั้นเมื่อเห็นว่าขวัญได้ตายเธอจึงใช้มีดมาเชือดคอตนเองเพื่อให้ตายตามกันไปและนี่ก็คืออีกหนึ่งเรื่องราวของความรักของคนหนุ่มสาวที่ไม่สมหวังและก็ต้องจบชีวิตของตนเองทั้งคู่ไปจะทำให้ความรักของคนทั้งคู่นั้นกลายมาเป็นตำนานเพื่อให้ลูกค้านั้นได้ฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้รุ่นต่อๆไปได้ฟัง

 

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

สังคมทั่วไป

ราชาเคป๊อป EXO

สมชื่อ วงราชาเคป๊อป EXO โชว์การแสดงสุดยิ่งใหญ่ใน EXO PLANET #5-EXplOration-in BANGKOK “ เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ให้สมกับในฐานะวงราชาแห่งเค-ป๊อปอีกครั้ง สำหรับ EXO (เอ็กซ์โซ) ที่พาแฟนชาวไทยข้ามผ่านมิติไปสำรวจนอกอวกาศนิรนามด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยมในมหากาพย์คอนเสิร์ตครั้งที่5 EXO PLANET #5-EXplOration-in BANGKOK “ (เอ็กซ์โซ แพลนเน็ต นัมเบอร์ ไฟว์ท เอ็กกซ์พลอเรชั่น อินแบงค็อก) ที่ถูกจัดขึ้นถึงสามรอบการแสดงด้วยกันโดยได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีโดยบัตรคอนเสิร์ตทั้งสามรอบการแสดงกว่า 33,000 ใบที่ขายมดจนเกลี้ยงในเวลาแค่ชั่วพริบตา

      เปิดฉากคอนเสิร์ตด้วยเพลงสุดร้อนแรง “Tempo” ต่อด้วยเพลงทรานส์ฟอร์เมอร์และกราวิตี้ ความตื่นเต้นเราใจได้เกิดขึ้นตลอดทุกการแสดงที่หนุ่มหนุ่มวงเอ็กซ์โซ ที่พวกเขาตั้งใจขนมาโชว์ให้พวกเราได้ดูกัน และแถมยังมีเพลงอื่นๆอีกมากมายเช่น love shot , ooh la la la , damage , และ bad dream

รวมถึงเพลงที่เป็นเพลงยอดฮิตตลอดกาลไม่ว่าจะเป็น growl , overdose , call me baby , monster , power และมาถึงการแสดงโซโล่ของเหล่าสมาชิกวงเอ็กซ์โซแต่ละคน BAEKHYUN ในเพลง Un village , SUHO , ในเพลง been through , chen ในเพลง lights out , kai ในเพลง confession และดูโอคู่แรกของวงอย่าง EXO -SC ที่สมาชิกทั้งสอง SEHYUN กับ CHANYEOL ที่มามอบความสนุกในเพลง what a life และ closer to you 

      งานนี้เหล่าแฟนคลับ EXO-L ก้อได้แสดงความรักให้กับหนุ่มๆได้เห็นทั้งสามวันกับโปรเจ็คความหมายดีๆให้กับทั้งหกหนุ่มไม่ว่าจะเป็น MISS U “ พวกเราเดินทางมาด้วยกันตั้งแต่ 2012 แล้วนะ ” , “ สุดการรอคอยมีผลลัพธ์เป็น EXO เราก็พร้อมที่จะรอ “  และโปรเจ็คฉลองวันเกิดของ CHEN ในรอบวันที่ 21 กันยายนว่า “ สำหรับโลกใบนี้คุณอาจเป็นเพียงแค่คนๆ หนึ่งแต่สำหรับพวกเราคุณคือโลกทั้งใบ “ รนี่ถือว่าเป็นการแสดงคอนเสิร์ตที่ได้สร้างความทรงจำที่ดีๆระหว่างศิลปินและแฟนคลับอย่างน่าประทับใจเป็นอย่างมาก

 

 

ขอขอบคุณ  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติและตำนาน

ความเชื่อที่คนโบราณเชื่อมานมนานตั้งแต่สมัยยุคปู่ของเรา

ทุกคนบนโลกล้วนมีความเชื่อเป็นของตนเองซึ่งทุกๆคนก็อาจจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปถ้าเทียบระหว่างความเชื่อของคนยุคปัจจุบันกับคนโบราณหรือคนยุคปู่ของเรานั้นเรียกได้ว่าความเชื่อแตกต่างกันมากๆและวันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อของคนโบราณยุคปู่ของเราที่ส่วนใหญ่คนโบราณเชื่อกันแบบไหนและเป็นยังไงวันนี้เราจะมาบอกกันเลยค่ะ

1.ต้องชมเด็กว่าน่าเกลียดน่าชัง  คนโบราณมีความเชื่อว่าสมมุติถ้ามีใครมาคุยกับเด็กว่าน่ารักน่าเอ็นดูว่ากันว่าจะมีผีปีศาษมาจับเด็กไปอยู่ด้วยหรือไม่ก็จะแกล้งเด็กจนเด็กร้องไห้ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเด็กว่าน่าเกลียดน่าชังเนื่องจากเราว่าเราพูดผีปีศาจจะจับเด็กไปซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงโดยความเชื่อที่เพิ่มพูนมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนั้นนั่นก็เพราะว่าเวลาที่ผู้ใหญ่เห็นเด็กก็มักจะเรียกว่าน่าเกลียดน่าชังไม่เคยมีใครพูดว่าน่ารักเลยสักครั้งซึ่งหลายคนจึงคิดว่าห้ามชมเด็กทารกว่าน่ารักนั้นบางทีอาจจะเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่นมนานแล้วจริงๆก็ได้ บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องหลอกเล่นๆแต่เป็นเรื่องจริงที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาจริงจัง 

2.เวลาทำอาหารห้ามชิมอาหารด้วยทัพพี   คนโบราณนั้นมีความเชื่ออยู่ว่าเวลาเราทำอาหารสัตว์ต้องห้ามชิมอาหารด้วยการใช้ทัพพีซึ่งว่ากันว่าถ้าเกิดว่าใครทำอาหารแล้วใช้ทัพพีชิมอาหารลูกของคนคนนั้นก็จะมีหน้าตาที่บิดเบี้ยวดูหน้าตาน่าเกลียดหน้าตาอัปลักษณ์ไม่มีใครชอบและเป็นเด็กอัปมงคลต่อประเทศต่อเมืองนั้น หรือบางทีเด็กคนนั้นนอกจากจะหน้าตาน่าเกลียดแล้วบางทีก็จะพิการยกตัวอย่างเช่นขาด้วนแขนด้วนอะไรต่างๆอีกมากมายดังนั้นคนโบราณจึงสั่งสอนให้ลูกหลานไม่ชิมอาหารด้วยทัพพีในเวลาที่จะทำอาหารแต่เรื่องนี้มีเหตุผลว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ถึงได้พูดกันอย่างนั้นเหตุผลก็คือผู้ใหญ่กลัวว่าเวลาที่เรานั้น

ใช้ทัพพีในการตักขึ้นมาชิมพอเราชิมก็จะมีน้ำลายติดอยู่ที่ทัพพีแล้วพอเรานำไปใช้อย่างอื่นต่อก็จะทำให้น้ำลายของเราไปโดนกับสิ่งของนั้นและพ่อไปโดนพ่อคนอื่นมาใช้หรือมากินต่อก็จะทำให้น่ารังเกียจขยะแขยงหรือก็คือการรับเชื้อโรคหรือน้ำลายจากเราไปนั่นเอง ดังนั้นเวลาที่ทำอาหารแล้วจะชิมอาหารแนะนำให้นำซ้อนมาจากแคว้นเพื่อที่น้ำลายของเราจะได้ไม่ไปโดนกับอาหารอื่นๆเวลาที่เรานำกลับไปคนใหม่หรือนำกลับไปผัด 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

ศิลปะ

Shutter Speed หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

เราเคยได้ทราบแล้วว่าการถ่ายภาพนั้น ต่อให้เป็นกล้องอะไรก็ตามสามารถถ่ายภาพได้ดีทั้งนั้น หลายๆช่างภาพไม่ชอบให้ชมเครื่องมือของตัวเองด้วยซ้ำไป เพราะภาพนั้นออกมาจากมุมมองของช่างภาพ ต้องชมช่างภาพสิ ซึ่งผมเคยโดนด่ามาแล้ว ก็เลยเรียนรู้ที่จะไม่ชมอุปกรณ์ของช่างภาพสักเท่าไหร่

แต่ก็อยากจะให้ยอมรับความจริงกันหน่อยแหละว่า อุปกรณ์นั้นก็เป็นส่วนอำนวยความสะดวกในการถ่ายได้เป็นอย่างดีทีเดียว ภาพบางภาพที่เห็นสุดยอดจริงๆ ก็อาจจะไม่สามารถถ่ายได้โดยกล้องและเลนส์ที่มีประสิทธิภาพไม่ถึงเช่นกัน วันนี้ผมจึงจะมาพูดถึงการถ่ายภาพบุคคล ที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่มีความสามาถึงด้วยเช่นกัน อย่างเรื่องแรกในวันนี้นั้นผมจะพูดถึงพื้นฐานแรกในการที่จะถ่ายภาพออกมาให้ชัด นั้นคือ ชัตเตอร์สปีดนั้นเอง

ในสมัยนี้นั้น คงไม่มีแล้วล่ะ กล้องที่มีชัตเตอร์สปีดไม่ถึงในการถ่ายภาพไม่ให้ไหว จริงๆแล้วสัก 1/125 ก็สามารถทำให้ภาพนิ่งชัดได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่มือนิ่งหน่อยเพียงแค่ 1/60 ก็สบายๆแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องแรกนี้คือ ถ้าเราถ่ายภาพ Portrait ต้องคำนึงถึงชัตเตอร์สปีดที่มากพอที่จะไม่ให้ภาพไหว แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า กล้องสมัยนี้ทำได้หมดแหละ แล้วอะไรที่กล้องแต่ละรุ่นจะต่างกันแล้วมีผลต่อค่าความเร็วชัตเตอร์นี้ล่ะ นั้นคือค่า ISO นั้นเอง ค่านี้นั้นส่งผลต่อความความเร็วชัตเตอร์โดยตรงเลย คือถ่าเราถ่ายที่แสงน้อย ค่า ISO ดันได้เพียงไม่เยอะ

ทำให้ค่าชัตเตอร์ของเราได้น้อยกว่า 1/30 ก็เรียกได้ว่าเริ่มลำบากในการถ่ายแล้วล่ะ รวมถึงจะทำให้เกิด Noise ขึ้นมาทำให้ภาพดูไม่สวยอีกด้วย แล้วสมัยนี้นั้น กล้องทุกรุ่นที่ออกมาไม่หยุดหย่อน ก็ยังต้องพัฒนาเรื่งอ ISO อยู่ตลอด คือมันยังไม่สิ้นสุดนั้นเอง ยังไม่นิ่ง ยังสามารถไปได้อีกเยอะ ถ้าวันนึงสามารถได้กล้องถ่ายภาพที่ ISO ระดับเป็นแสนขึ้นไป แล้วยังทำให้ Noiso ยังดูโอเครแล้วละก็ วงการถ่ายภาพคงสะเทือนแน่ๆ

จริงอยู่แหละว่ากล้องนั้นเกี่ยวข้องด้วย แต่ถ้าพูดแค่คำว่าพื้นฐานการถ่ายภาพ ก็เรื่องของการปรับค่าความเร็วให้ไม่น้อยเกินไปนั้นแหละ ก็เพียงพอที่จะทำให้จุดที่เราโฟกัสชัดแบบชัวๆ นอกนั้นแล้วก็ไปวัดกันด้วยเทคโนโลยีที่กล้องและเลนส์แต่ละตัวแต่ละรุ่นทำได้ก็แล้วกัน เอาเป็นว่าถ้าจะพูดถึงเรื่องความเร็วชัตเตอร์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่ยุคฟิล์มมาแล้ว ช่างภาพทุกคนต้องทราบพื้นฐานเรื่องนี้จริงๆ เรื่องของความเร็วที่เราสามารถควบคุมอยู่แล้วได้ภาพที่ชัด ไม่เบลอ

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ประวัติและตำนาน

ประวัติของสืบนาคะเสถียร

ในช่วงปี พุทธศักราช 2533   สืบ  นาคะเสถียร เป็นบุคคลที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้นเขาได้เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อต้องการที่จะรักษาป่าไม้เอาไว้ซึ่งเรื่องราวของป่าไม้ที่มีชื่อว่าสืบ นาคะเสถียรนั้นยังคงอยู่ในใจของใครหลายๆคนซึ่งคนรุ่นหลังควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการที่เขาเป็นบุคคลที่รักป่ามายิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

อุทิศชีวิตเพื่อต้องการรักษาป่าไม้เอาไว้โดยเราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆมานี้มักจะมีการจัดงานรำลึกถึงสืบ  นาคะเสถียร  เป็นประจำทุกปีถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ตามสำหรับความเป็นมาของบุคคลสำคัญคนนี้  ประชาชนรุ่นหลังในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันมากนักแต่ถ้าใครมีอายุในช่วงระหว่างยุค 90 ย่อมต้องรู้ถึงความโด่งดังของสืบนาคะเสถียรกันเป็นอย่างดี

เพราะเขาเป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ในกรมป่าไม้เป็นเด็กที่จบมาจากมหาลัยเกษตรคอยดูแลป่าไม้ให้กับผืนแผ่นดินไทยโดยมีประวัติความเป็นมาของเขาว่าเกิดวันที่ 31 เดือนธันวาคมปีพศ 2492 โดยสืบนาคะเสถียรนั้นเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีแล้วก็ไปเรียนในระดับชั้นมัธยมที่จังหวัดฉะเชิงเทราก่อนที่จะย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯในระดับชั้นปริญญาตรีและเขายังสามารถจบการศึกษาเตรียมโชว์ที่ประเทศอังกฤษซึ่งสาขาที่เขาเรียนส่วนใหญ่เป็นสาขาเกี่ยวกับการดูแลป่าไม้อนุรักษ์วิทยาโดยการเรียนปริญญาโทของเขาจบในปีพศ 2524 หลังจากนั้น

เขาก็กลับมาทำงานที่ประเทศไทยโดยเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระซึ่งหลังจากที่เขาได้มาทำหน้าที่เขาก็สามารถพิทักษ์ดูแลสัตว์ป่าออกตรวจตาบุคคลที่จะเข้าไปล่าสัตว์ป่าอยู่ตลอดเวลาดังนั้นเขาจึงเป็นที่ไม่พอใจของใครหลายๆคนที่ต้องการที่จะเข้าไปล่าสัตว์ในป่าซึ่งเขาทั้งเป็นวิทยากรฝึกอบรมรวมถึงให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการสัตว์ป่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันสำหรับสืบนาคะเสถียรเราเชื่อได้เลยว่าเขารักผืนป่าของประเทศไทยมากซึ่งในระหว่างที่เขาเข้ามาดูแลการอนุรักษ์สัตว์ป่านั้นเขาก็เข้ามามีบทบาทเรื่องของการต่อต้านการสร้างเขื่อน

หรือกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่จะส่งผลกระทบกับพื้นป่าและสัตว์ป่าซึ่งชีวิตล่าสุดของข่าวที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้นั่นก็คือเขาได้เข้ามารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าไม้ห้วยขาแข้งซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาเรื่องของกลุ่มผู้มีอิทธิพลชอบบุกรุกเข้ามาทำลายป่าไม้และสัตว์ป่าเขาจึงได้มีการปกป้องผืนแผ่นดินและป่าไม้ที่เขารับผิดชอบอยู่อย่างไร

ก็ตามโดยที่เขาเป็นเพียงพนักงานกรมป่าไม้คนหนึ่งที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพอที่จะสามารถต่อต้านกลุ่มผู้มีอิทธิพลได้ในที่สุดสืบนาคะเสถียรก็ตัดสินใจที่จะจบชีวิตตนเองด้วยการยิงปืนฆ่าตนเองตายเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีพศ2533 ด้วยสาเหตุที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำการช่วยเหลือป่าไม้หรือพัฒนาป่าไม้และรักษาป่าเอาไว้ได้และนี่จึงกลายเป็นตำนานของนักอนุรักษ์ป่าที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ศิลปะ

ลูกยางเป่าลม ของจำเป็นในกระเป๋ากล้อง

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เบสิค แต่ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างที่สุดเลยล่ะ อุปกรร์นี้จำทำหน้าที่คล้ายผ้า นั้นคือการนำมาทำความสะอาดนั้นเอง เพียงแต่ใช้ในคนละกรณีกันนเท่านั้นเอง อีกทั้งเจ้าอุปกรณ์ลูกยางเป่าลมนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีผลกับอุปกรณ์กล้องใดๆเลย เพราะเป็นเพียงการเป่าลมเท่านี้น

แต่ว่ากับผ้าเช็ดเลนส์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นก็จริง แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างผลเสียมากกว่าเหมือนกันนะ อย่างการที่ไม่เช็คผ้าให้ดีแล้วมีเศษฝุ่นเศษหิน ก็จะทำให้ไปขูดเลนส์ได้ แต่เจ้าที่เป่าลมนี้ มันไม่ได้ไปขูด ก็ต้องระวังเพียงแต่เรื่องอย่าจิ้มเข้าไปลึกจนไปโดนแก้วหรือเซนเซอร์ที่มีความละเอียดอ่อนได้ และเรื่องที่คนจะกังวล แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้ยากนั้นก็คือ มีเศษฝุ่นที่ถูกเป่าออกมาไปโดนเซนเซอร์เสียหายนั้นเอง แต่ก็นะใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

ลูกยางเป่าลมนี้ จริงๆก็มีให้ใช้กันตั้งแต่ยุคไหนต่อไหนแล้วล่ะ แล้วก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากเช่นกัน เรียกได้ว่าถ้าไม่มีลูกลมเป่ายางนี่ จะทำให้เกิดปัญหากับภาพเราได้อย่างแน่นอน แล้วมันใช้ต่างกับผ้ายังไงหรอ เพราะมันมีหน้าที่ในการกำจัดฝุ่นได้เหมือนกัน งั้นต้องบอกว่า ถ้าเราไม่ได้เอามือไปโดนอะไรทั้งแก้วเลนส์และเซนเซอร์รับภาพแล้วล่ะก็ สิ่งสกปรกที่มาติดส่วนมากจะเป็นฝุ่นกับละอองน้ำนั้นเอง แล้วถ้าเป็นกรณีที่เราเห็นเป็นฝุ่นเราก็ใช้ลูกลมย่างนี่เป่าให้ฝุ่นออกได้เลย แต่ถ้าเป็นหยดน้ำหรือคราบมันจากมือเราละก็ หมดสิทธ์ที่ลูกลมยางจะเป่าออกได้ ก็ต้องใช้ผ้าเช็ดเท่านั้น

ซึ่งอย่างที่บอกถ้าใช้ผ้าเช็ดจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดรอยขนแมวเหล่านั้นได้ แต่ว่านั้นก็ช่วยไม่ได้จริงๆถึงเวลาต้องใช้ก็ต้องเช็คผ้าให้ดีๆ จากนั้นก็เรื่องของลูกยางเป่าลมนี้จะมีหลายขนาดเช่นกัน แล้วแต่ละขนาดก็ให้ลมแรงไม่เท่ากันอีกด้วย ถ้ารู้สึกว่าเป่าแล้วไม่ค่อยออก นั้นก็แปลกว่าลูกยางเล็กเกินไป

ลูกยางนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เหล่าตากล้องนั้นต้องมีแต่ว่าในทางกลับกันก็เกลียดมากๆเช่นกัน เพราะเจ้าลูกยางนี้เป็นอะไรที่กินเนื้อที่ในกระเป๋าซะเหลือเกิน เอาเป็นว่ามันต้องกินช่องใส่เลนส์ช่องนึงเลยทีเดียว แล้วก็เป็นเรื่องที่รับได้ยาก ทำให้ชอบเอาไปยัดไว้ที่ช่องอื่นแทน แล้วก็ทำให้มันบีบอยู่อย่างนั้น นี่แหละกลายเป็นการทำให้ลูกยางเสียง่ายอีกด้วย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  เว็บพนันต่างประเทศ ถูกกฎหมาย