Browse Category by ประวัติและตำนาน
ประวัติและตำนาน

ความเชื่อที่คนโบราณเชื่อมานมนานตั้งแต่สมัยยุคปู่ของเรา

ทุกคนบนโลกล้วนมีความเชื่อเป็นของตนเองซึ่งทุกๆคนก็อาจจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปถ้าเทียบระหว่างความเชื่อของคนยุคปัจจุบันกับคนโบราณหรือคนยุคปู่ของเรานั้นเรียกได้ว่าความเชื่อแตกต่างกันมากๆและวันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อของคนโบราณยุคปู่ของเราที่ส่วนใหญ่คนโบราณเชื่อกันแบบไหนและเป็นยังไงวันนี้เราจะมาบอกกันเลยค่ะ

1.ต้องชมเด็กว่าน่าเกลียดน่าชัง  คนโบราณมีความเชื่อว่าสมมุติถ้ามีใครมาคุยกับเด็กว่าน่ารักน่าเอ็นดูว่ากันว่าจะมีผีปีศาษมาจับเด็กไปอยู่ด้วยหรือไม่ก็จะแกล้งเด็กจนเด็กร้องไห้ดังนั้นทุกคนจึงเรียกเด็กว่าน่าเกลียดน่าชังเนื่องจากเราว่าเราพูดผีปีศาจจะจับเด็กไปซึ่งว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงโดยความเชื่อที่เพิ่มพูนมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องที่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนั้นนั่นก็เพราะว่าเวลาที่ผู้ใหญ่เห็นเด็กก็มักจะเรียกว่าน่าเกลียดน่าชังไม่เคยมีใครพูดว่าน่ารักเลยสักครั้งซึ่งหลายคนจึงคิดว่าห้ามชมเด็กทารกว่าน่ารักนั้นบางทีอาจจะเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่นมนานแล้วจริงๆก็ได้ บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องหลอกเล่นๆแต่เป็นเรื่องจริงที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาจริงจัง 

2.เวลาทำอาหารห้ามชิมอาหารด้วยทัพพี   คนโบราณนั้นมีความเชื่ออยู่ว่าเวลาเราทำอาหารสัตว์ต้องห้ามชิมอาหารด้วยการใช้ทัพพีซึ่งว่ากันว่าถ้าเกิดว่าใครทำอาหารแล้วใช้ทัพพีชิมอาหารลูกของคนคนนั้นก็จะมีหน้าตาที่บิดเบี้ยวดูหน้าตาน่าเกลียดหน้าตาอัปลักษณ์ไม่มีใครชอบและเป็นเด็กอัปมงคลต่อประเทศต่อเมืองนั้น หรือบางทีเด็กคนนั้นนอกจากจะหน้าตาน่าเกลียดแล้วบางทีก็จะพิการยกตัวอย่างเช่นขาด้วนแขนด้วนอะไรต่างๆอีกมากมายดังนั้นคนโบราณจึงสั่งสอนให้ลูกหลานไม่ชิมอาหารด้วยทัพพีในเวลาที่จะทำอาหารแต่เรื่องนี้มีเหตุผลว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ถึงได้พูดกันอย่างนั้นเหตุผลก็คือผู้ใหญ่กลัวว่าเวลาที่เรานั้น

ใช้ทัพพีในการตักขึ้นมาชิมพอเราชิมก็จะมีน้ำลายติดอยู่ที่ทัพพีแล้วพอเรานำไปใช้อย่างอื่นต่อก็จะทำให้น้ำลายของเราไปโดนกับสิ่งของนั้นและพ่อไปโดนพ่อคนอื่นมาใช้หรือมากินต่อก็จะทำให้น่ารังเกียจขยะแขยงหรือก็คือการรับเชื้อโรคหรือน้ำลายจากเราไปนั่นเอง ดังนั้นเวลาที่ทำอาหารแล้วจะชิมอาหารแนะนำให้นำซ้อนมาจากแคว้นเพื่อที่น้ำลายของเราจะได้ไม่ไปโดนกับอาหารอื่นๆเวลาที่เรานำกลับไปคนใหม่หรือนำกลับไปผัด 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดู E-SPORT

ประวัติและตำนาน

ประวัติของสืบนาคะเสถียร

ในช่วงปี พุทธศักราช 2533   สืบ  นาคะเสถียร เป็นบุคคลที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในขณะนั้นเขาได้เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อต้องการที่จะรักษาป่าไม้เอาไว้ซึ่งเรื่องราวของป่าไม้ที่มีชื่อว่าสืบ นาคะเสถียรนั้นยังคงอยู่ในใจของใครหลายๆคนซึ่งคนรุ่นหลังควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการที่เขาเป็นบุคคลที่รักป่ามายิ่งกว่าชีวิตของตนเอง

อุทิศชีวิตเพื่อต้องการรักษาป่าไม้เอาไว้โดยเราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆมานี้มักจะมีการจัดงานรำลึกถึงสืบ  นาคะเสถียร  เป็นประจำทุกปีถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ตามสำหรับความเป็นมาของบุคคลสำคัญคนนี้  ประชาชนรุ่นหลังในปัจจุบันนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันมากนักแต่ถ้าใครมีอายุในช่วงระหว่างยุค 90 ย่อมต้องรู้ถึงความโด่งดังของสืบนาคะเสถียรกันเป็นอย่างดี

เพราะเขาเป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ในกรมป่าไม้เป็นเด็กที่จบมาจากมหาลัยเกษตรคอยดูแลป่าไม้ให้กับผืนแผ่นดินไทยโดยมีประวัติความเป็นมาของเขาว่าเกิดวันที่ 31 เดือนธันวาคมปีพศ 2492 โดยสืบนาคะเสถียรนั้นเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีแล้วก็ไปเรียนในระดับชั้นมัธยมที่จังหวัดฉะเชิงเทราก่อนที่จะย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯในระดับชั้นปริญญาตรีและเขายังสามารถจบการศึกษาเตรียมโชว์ที่ประเทศอังกฤษซึ่งสาขาที่เขาเรียนส่วนใหญ่เป็นสาขาเกี่ยวกับการดูแลป่าไม้อนุรักษ์วิทยาโดยการเรียนปริญญาโทของเขาจบในปีพศ 2524 หลังจากนั้น

เขาก็กลับมาทำงานที่ประเทศไทยโดยเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระซึ่งหลังจากที่เขาได้มาทำหน้าที่เขาก็สามารถพิทักษ์ดูแลสัตว์ป่าออกตรวจตาบุคคลที่จะเข้าไปล่าสัตว์ป่าอยู่ตลอดเวลาดังนั้นเขาจึงเป็นที่ไม่พอใจของใครหลายๆคนที่ต้องการที่จะเข้าไปล่าสัตว์ในป่าซึ่งเขาทั้งเป็นวิทยากรฝึกอบรมรวมถึงให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการสัตว์ป่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันสำหรับสืบนาคะเสถียรเราเชื่อได้เลยว่าเขารักผืนป่าของประเทศไทยมากซึ่งในระหว่างที่เขาเข้ามาดูแลการอนุรักษ์สัตว์ป่านั้นเขาก็เข้ามามีบทบาทเรื่องของการต่อต้านการสร้างเขื่อน

หรือกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่จะส่งผลกระทบกับพื้นป่าและสัตว์ป่าซึ่งชีวิตล่าสุดของข่าวที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้นั่นก็คือเขาได้เข้ามารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ป่าไม้ห้วยขาแข้งซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาเรื่องของกลุ่มผู้มีอิทธิพลชอบบุกรุกเข้ามาทำลายป่าไม้และสัตว์ป่าเขาจึงได้มีการปกป้องผืนแผ่นดินและป่าไม้ที่เขารับผิดชอบอยู่อย่างไร

ก็ตามโดยที่เขาเป็นเพียงพนักงานกรมป่าไม้คนหนึ่งที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตพอที่จะสามารถต่อต้านกลุ่มผู้มีอิทธิพลได้ในที่สุดสืบนาคะเสถียรก็ตัดสินใจที่จะจบชีวิตตนเองด้วยการยิงปืนฆ่าตนเองตายเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีพศ2533 ด้วยสาเหตุที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำการช่วยเหลือป่าไม้หรือพัฒนาป่าไม้และรักษาป่าเอาไว้ได้และนี่จึงกลายเป็นตำนานของนักอนุรักษ์ป่าที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ประวัติและตำนาน

เรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้าน

ทุกคนเคยสงสัยหรือป่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไรและจะมีอะไรที่ไม่เหมือนกับบ้านเราและแตกต่างไปจากบ้านเราหรือป่าวแน่นอนในแต่ละที่นั้นก็มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปแต่มันจะแปลกและจะน่าทึ่งขนาดไหนวันนี้ ดูบอลสด  ของเราจะมาบอกเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านให้คุณได้รู้กัน

Pulau Ubin ป่าสุดท้ายของสิงคโปร์   

ถ้าหากเราพูดถึงเกาะสิงคโปร์หลายคนก็คนจะนึกถึงเมืองที่สุดแห่งความหรูหลาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สุดเลยจริงๆแต่เชื่อไหมว่าเกาะเล็กๆอย่างสิงคโปร์นั้นก็ยังมีส่วนทั่งคงเป็นธรรมชาติหลงเหลือให้เห็นกันอยู่ด้วยปูเลาปูบินซึ่งเป็นเกาะเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสิงคโปร์ซึ่งได้มีพื้นที่เพียง10.19ตารางกิโลเมตรเท่านั้นเองซึ่งมันได้มรฉายาว่าป่าสุดท้ายของสิงคโปร์ เพราะที่นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายซึ่งมันได้แตกต่างไปจากในเมืองที่มีแต่แสงสีเสียงและเทคโนโลยีที่ทันสมัยส่วนในทางด้านทิตตะวันออกของเกาะอูบินนั้นก็ยังมีชายหาดซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นแมลงดาทะเลเหรียญทะเลและยังมีเศษปาการังที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆและนอกจากนี้แล้วสิงคโปร์ยังมีเส้นทางเดินป่าที่สวยที่สุดอีกแห่งอยู่ที่อ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นเส้นทางเดินป่าธรรมชาติที่คนรักธรรมชาตินั้นไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ประเพณีแขวนโลงของชาวพิลิปบันส์  

ในปัจจุบันหากบ้านไหนครองครัวไหนเกิดการสูญเสียบุคคลอักเป็นที่รักถ้าหากไม่ทำพิธีตามหลักของคนตะวันตกที่จะต้องฝังลึกลงไปในใต้ดินแล้วส่วนใหญ่หลายๆประเทศก็จะใช้วิธีการเผาเหมือนอย่างประเทศไทยเรานี่ล่ะ  แต่ลึกลงไปท้ามกลางหุบเขาของสกาด้าแห่งพิลิปบันส์ชาวเผาอีโกรอทชนพื้นเมืองดั่งเดิมที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานพวกเขานั้นเลือกที่จะใช้การไว้อาลัยแด่บุคคลที่จากไปด้วยการนำโลงศพไปแขวนไว้บนหุบเขาแทนที่จะฝังลึกลงไปในใต้ดินซึ่งโลงศพนั้นจะถูกแขวนสูงขึ้นไปมากกว่าหลายร้อยฟุตจากพื้นดินชนเผ่าเมืองแถบนี้เชื่อกันว่าการแขวนโลงศพไว้จะช่วยทำให้คนที่จากได้ย้อนไปหาบรรพบุรุษในอดีคซึ่งถือได้ว่าเป็นพรที่วิเศษที่สุดอีกทั้งยังเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าเข้ามายุ่งกับร่างของผู้ที่จากไปอีกด้วยถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะหาชมประเพณีแบบนี้ได้ยากกว่าในอดีคแต่ก็ยังมีชนพื้นเมืองจำนวนมากก็ยังรักษาประเพณีดั่งเดิมเอาไว้

ประวัติและตำนาน

ประวัติพระแก้วมรกต

สำหรับพระแก้วมรกตนั้นเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของไทยอายุมากกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว

ซึ่งหากจะเล่าย้อนความเป็นมาของพระแก้วมรกตนั้นมีการเล่าขานการค้นพบพระแก้วมรกตโดยพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งในครั้งนั้น พระภิกษุสงฆ์องค์ดังกล่าวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระพุทธรูปที่เห็นอยู่นี่คือพระแก้วมรกต

ตามประวัติที่ค้นพบพระแก้วมรกตเล่าว่า ในสมัยก่อนมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเดินทางมาที่เมืองเชียงรายและบังเอิญเดินผ่านมายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งขณะที่กำลังเดินผ่านอยู่นั้นปรากฏว่าฟ้าได้ผ่าลงมาแล้วผ่าไปโดยยอดเจดีย์ดีหัก ทำให้พระภิกษุรูปดังกว่าเดินเข้าไปดูด้านในเจดีย์แล้วเจอกันพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งมีลักษณะสีดำ ไม่สวยงามพระภิกษุสงฆ์รูปดังกล่าวจึงได้นำพระพุทธรูปกลับมาไว้ที่วัดมาวางไว้รวมกับพระพุทธรูปองค์อื่นอื่นภายในวัดแต่หลังจากนั้นไม่นานปูนที่ฉาบตรงปลายฐานของพระพุทธรูปก็เกิดปริออกทำให้มองเห็นว่าด้านในของพระพุทธรูปเป็นสีเขียวและเมื่อกระเถาะเอาปูนออกจนหมดจึงได้เห็นว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างมาจากหยกสีเขียวทั้งองค์ ซึ่งหยกที่นำมาสร้างเป็นหยกชิ้นเดียวทั้งองค์เลย ไม่มีรอยต่อใดใด

เรื่องการค้นพบพระแก้วมรกตจึงได้รู้ไปถึงหูของเจ้าเมืองเชียงใหม่ พระองค์จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่แต่ระหว่างที่ช้างกำลังอัญเชิญพระแก้วมรกตไปเชียงใหม่นั้นเมื่อมันเดินมาถึงทางแยกทีจะไปเชียงใหม่กับลำปาง ช้างเกิดไม่ยอมเดินไปทางเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าถึงมีการเปลี่ยนช้างแล้วช้างก็ยังไม่ยอมไปเชียงใหม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถึงสามครั้งทำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองลำปางแทนซึ่งในตอนนี้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่วัดพระแก้ว และได้อยู่ที่วัดแห่งนั้นเป็นเวลากว่าสามสิบปี

และต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2011 ได้มีการเปลี่ยนเจ้าเมืองที่ครองนครเชียงใหม่ จึงได้มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตให้มาประดิษฐานไว้ทีวัดเจดีย์หลวงแห่งเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระองค์ได้มีคำสั่งให้สร้างปราสาทขึ้นเพื่อที่จะได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานเอาไว้ที่ปราสาทแห่งนี้ แต่ว่ามีเหตุการณ์ฟ้าผ่าทำให้ยอดปราสาทพังเสียหายจึงเป็นเหตุให้พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญไปเก็บไว้ที่วัดแทน ซึ่งมีนำพระแก้วมรกตไปเก็บไว้ในตู้และเมื่อมีงานสำคัญเมื่อไหร่จึงค่อยอัญเชิญท่านออกมาร่วมพิธีซึ่งพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่เป็นเวลาทั้งสิ้น 84 ปี ต่อมาลูกสาวเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้แต่งงานไปกับเจ้าเมืองหลวงพระบาง

และมีโอรสนามว่าพระไชยเซษฐ์และต่อมาในปี 2094 เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เสด็จสวรรคตแต่เนื่องจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่มีทายาททำให้พระเจ้าไชยเชษฐ์ได้มาปกครองเมืองเชียงใหม่แทนแต่ปกครองเชียงใหม่ได้ไม่นานพระบิดาก็เสด็จสวรรคตทำให้พระองค์ต้องกลับมาปกครองที่หลวงพระบางและในครั้งนั้นเองพระองค์ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปหลวงพระบางด้วยต่อมาไม่นานเชียงแสนก็ถูกพม่าบุกยึดทำให้พระองค์ต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทร์ซึ่งพระองค์ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วยซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระแก้วมรกตจึงได้อยู่ที่นครเวียงจันทร์นานถึง 215

ประวัติและตำนาน

ท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์

หากจะพูดถึงในแหล่งการท่องเที่ยวนั้นหลายคนก็คงจะมองเห็นถึงการท่องเที่ยงในด้านทางประวัติศาสตร์มากกว่าเพราะนักท่องเที่ยวนั้นมักจะชอบการท่องเที่ยวในเชิงด้านวัฒนธรรมเสียมากกว่านอกจากจะมีประเพณีและวัฒนธรรมแล้วยังมีเอกลักษณ์อีกมากมายที่เกี่ยวกับทางภาคอีสาน ซึ่งการท่องเที่ยงนั้นก็จะเนินไปในทางวัฒนธรรมเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวหรือบรเวณที่แสดงออกถึงทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

 

 

ท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์

สำนักสงฆ์กู่สันตรัตน์

 เป็นโบราณสถานที่อาจจะบ่งบอกได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดในจังหวัดมหาสารคามตั้งอยู่ในเขตอําเภอนาดูนเป็นปราสาทหินสร้างด้ายศิลาแลงศิปะขอมแบบบายนตัวปราสาทนั้นได้ตั้งอยู่ในวงล้อมของกำแพงแก้ว ซึ่งได้ก่อด้วยศิลาแลงความสูงอยู่ที่ประมาณ 1 2 เมตรเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าและมีทางเข้าออกเป็นซุ้มประตูโคหรือปุระอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเมื่อได้ผ่านโคปุระเข้าไปจะพบเห็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่อเชื้อมคล้ายทางเดินไปยังปราสาทองค์ประทานโดยพบร่องรอยการขุดเจาะหลุมเสาอยู่ที่มุมทั้งสี่ด้านและเศษกระเบี้ยงมุงหลังคาเป็นจำนวนมากจึงได้สันนิษฐานว่า แต่เดิมลานหินนี้หน้าจะมีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบี้ยงสร้างคุมอยู่แต่ในปัจจุบันคงจะเหลืออยู่เพียงศิลาแลงเท่านั้น

ส่วนด้านซ้ามมือเป็นบันนาไรซึ่งได้สร้างขึ้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมพื้นผ้าก่อด้วยศิลาแลงองค์ปราสาทองค์กู่สันตรัตน์ก่อด้วยศิลาแลงขนาดความกว้าง7เมตรยาว8เมตรตรงอยู่ตรงกลางของกำแพงแก้วเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมและมีมุกต่อยื่นออกมาจากด้านหน้าซึ่งจะมีช่องประตูเข้าสู่ห้องใจกลางปราสาทห้องนี้ใช้สำหรับประดิษฐานเคารพรูปสำคัญอันเป็นองค์ประทานของปราสาท

นอกจากนี้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้านหน้าปราสาทนอกกำแพงแก้วยังมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าก่อผนังด้วยศิลาแลงขนาดความกว้าง10เมตรความยาว12เมตรสระน้ำแห่งนี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของปราสาทที่เรียกว่าบาราย พื้นที่ตั้งกู่สันตรัตน์แต่เดิมเป็นป่าลึกจนเมื่อมีการค้นพบก้อนศิลาแลงปะปนอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก

จึงได้มีการสำรวจขุดค้นและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช2478 จากนั้นก็ได้มีการขุดแต่งเรื่อยมาจนมาในปีพุทธศักราช2545ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่และได้พบโบราณวัถุจำนวนมากบางส่วนถูกนำไปจัดแสดงอยู่พิพิธภัณฑ์สถานห่งชาติจังหวัดขอนแก่นแต่ในอีกจำนวนหนึ่งชาวบ้านมีความประสงค์จะเก็บรักษาเอาไว้เพื่อสักการะบูชากันในพื้นที่โบราณวัตถุส่วนนี้จึงได้ถูกนำเอาไปเก็บไว้ที่บนกุฏิพระภายในวัดกู่ใต้โดยสร้างกรงเหล็กเอาไว้อย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันคนมขโมยรูปเคารพเหล่านี้ขุดพบจากการบูรณะบันนาไรและโคปุระ

ประวัติและตำนาน

ที่มาของวันวาเลนไทน์

วันวาเลนไทน์ มีที่มีอย่างไร

เป็นวันที่คู่รักนั้นหรือว่าเป็นวันที่แสดงความรักต่อกันซึ่งตามปฏิทินนั้นจะเขียนเอาว้าว่าวันวาเลนไทน์ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ตรง วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปีซึ่งจะเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการที่เรานั้นแสดงความรักต่อกัน อย่างเช่น เพื่อน หรือว่าคนรู้จักที่เรานั้นรักและแสดงความเคารพต่อกันเรานั้นก็จะให้เป็นขนมหรือว่าลูกกวาดอย่างเช่นเพื่อนนั้นเราก็อาจจะให้เป็นขนมหรือว่าช็อกโกแลตอย่างนี้ก็ได้

หรือว่านั้นเราก็ให้ดอกไม้หรือว่าอะไรที่มันนั้นพิเศษกว่าคนอื่นสักเล็กน้อยแต่ว่าตามต่างประเทศนั้นเขาแสดงความรักก็ให้ของนั้นคล้ายกับเราเนี่ยแหล่ะส่วนคนไทยนั้นก็อาจจะมีให้ดอกไม้กรุบกริบแต่พอเรานั้นเริ่มที่จะทำงานหาเงินได้นั้นเราก็อาจจะพาแฟนหรือว่าเพื่อนนั้นไปหาข้าวกินกันเพื่อที่จะแสดงให้รู้ว่าเรานั้นรักคุณแต่ถ้าเป็นเด็กนั้นหรือว่ายังเรียนอยู่การแสดงความรักต่อเพื่อนนั้นก็คือเด็กนั้นก็จะไปหาซื้อสติ๊กเกอร์ที่เป็นรูปหัวใจนั้นแปะเอาไว้ที่เสื้อเพื่อที่จะบอกว่าเรานั้นรักเพื่อนนะ

แต่วันนั้นนักเรียนหรือว่าคุณครูนั้นคงได้สติ๊กเกอร์กันเยอะมากคงจะแปะกันเต็มทั้งเสื้อและหน้าเลย

การที่เรานั้นมีคนที่เรานั้นรักเอาไว้บอกรักหรือว่าหรือว่าเอาไว้เป็นเพื่อนที่เรานั้นช่วยคิดเวลาที่เรานั้นคิดอะไรออกแต่ว่าเอาไว้ปรึกษาเพื่อที่เรานั้นคิดไม่ออกช่วยในการที่เรานั้นแก้ไขปัญหาสิ่งต่างการที่เรานั้นจะมีเพื่อนหรือคนที่เรารักเราต้องแสดงความจริงใจต่อกันไม่หลอกกันไม่ปล่อยให้เรานั้นทุกข์ใจการที่เรานั้นมีเพื่อนแท้เหมือนประมาณว่าแค่มองตานั้นก็รู้ใจไม่ต้องพูดอะไรแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเรานั้นต้องการอะไรเป็นอะไรบางครั้งการที่เรานั้นมีเพื่อนที่คอยเป็นที่ปรึกษาเป็นเพื่อนที่เวลาเรานั้นเหงารู้ใจไปซะทุกอย่าง

นั้นเป็นอะไรที่หายากนะสำหรับการที่เรานั้นมีเพื่อนที่ดีเพราะว่าเดียวนี้เป็นการแสดงใส่หน้ากากใส่กันตลอดเวลาไม่ค่อยมีเพื่อนแท้  หรือว่าคนรักที่รักเราจริงแต่ว่าการที่เรานั้นมีคนให้เรานั้นรักเป็นอะไรที่ดีต่อชีวิตเพิ่มสีสันให้เรานั้นดำเดินต่อไป

วันวาเลนไทน์นั้นเป็นการที่เรานั้นเฉลิมฉลอง วันแห่งความรักซึ่งวันนั้นจะเป็นวันที่เรานั้นแสดงความรักให้กันแก่กันไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือว่าคู่รักทุกคู่นั้นจะได้มอบของขวัญวันพิเศษให้แก่คนที่เรานั้นรักนั่นเอง

ประวัติและตำนาน

ประเพณีการกินเจ

ประเพณีการกินเจเป็นอย่างไร

เทศกาลกินเจนั้นเป็นสิ่งใครหลายๆคนนั้นก็กินเจกันคำว่า เจ  ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง อุโบสถ หรือการักษาศีล 8 ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน  ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีลที่จะไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศิล 8 ข้อ และก็ไม่บริโภคเนื้อสัตว์เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต  ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่ากินเจ ไปด้วย การกินเจนั้นไม่ใช่แค่ไม่กินเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องปรุงที่เกี่ยวกับส่วนผสมที่มีเนื้อสัตว์  และยังต้องรักษาศีล ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจอีกด้วย  

ทำไมเราต้องกินเจ  การที่เรานั้นกินเจเพื่อที่จะให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะว่าการกินเจถือว่าเป็นอาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง  ช่วยปรับสภาพร่างกายให้สมดุลล้างพิษในร่างกาย รวมไปถึงให้ร่างกายเรานั้นแข็งแรง และทำงานอย่างมีประสิทธฺภาพมากขึ้น การที่เรานั้นกินเจเพื่อทำบุญ เพื่อที่จะชำระล้างใจให้ใสสะอาด  ไม่เบียดเบียนสัตว์โลก เมื่อเรานั้นมีจิตที่ดีแล้วมันก็จะส่งผลให้เรานั้นมีใบหน้าที่สดใสเบิกบานเป็นสุขมากขึ้น ก

การกินเจเพื่อที่ละเว้นกรรม  อย่างเช่นเรานั้นกินเนื้อสัตว์เรานั้นก็ต้องฆ่าสัตว์แล้วจะนำมารับประทาน แต่ถ้าเรานั้นละเว้นการกินเนื้อสัตว์นั้นเราก็จะสามารถที่จะช่วยในการไม่ฆ่าสัตว์ได้อย่างมากเลย อย่างน้อยๆเราก็ไม่ได้ทำบาปให้มากขึ้น 

ทำไมเราต้องล้างท้อง  การที่เรานั้นล้างท้องก็เพื่อเวลาก่อนที่เรานั้นกินเจจริงก่อนถึงวัน หรือว่าสองวัน  ทำให้ร่างกายเรานั้นค่อยๆปรับสภาพและทำความคุ้นเคยกับการกินเจ ได้ดียิ่งขึ้น 

ธงเจนั้นมีไว้ทำไม   ธงเจนั้นก็มีเอาไว้เพื่อที่จะหมายถึงของไม่มีคาว ตัวอักษรสีแดงนั้นหมายถึงเป็นความสิริมงคลในชีวิต  พื้นหลังสีเหลือง สีของพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีลธงเจนั้นแสดงว่าและเป็นเครื่องหมายยืนยันย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนให้หันมาเตรียมตัวร่วมเทศกาลกินเจด้วยกัน 

 

นอกจากเนื้อสัตว์แล้วเรานั้นห้ามกินอะไรบ้าง  

  • ผักที่มีกลิ่นฉุน  5 อย่างนั้นเช่น กระเทียม  หอมใหญ่ ต้นห้อม กุยช่าย และใบยาสูบ และรวมไปถึงผักที่มีกลิ่นฉุนซึ่งเรานั้นก็ไม่ควรที่จะทานในช่วงที่กินเจด้วย
  • นม  เนย   น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ใครที่กินเจจริงจัง ห้ามทานอาหารบนภาชนะ ที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่กินเจ  และต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้น 

ถึงแม้ว่าการกินเจนั้นจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนที่ทานเนื้อสัตว์  แต่ถ้าหากว่าคุณได้ลองกินเจแล้วนอกจากสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างทันตาแล้วยังอิ่มบุญอีกด้วย และถ้าหากเรานั้นออกกำลังกายอยู่เสมอนั้นจะเราจะได้ผิวพรรณที่ดีอีกด้วย และหุ่นเรานั้นจะสวยหุ่นดีอย่างแน่นอน 

ประวัติและตำนาน

เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับที่เลื่องลือ

เรื่อง ผี นั้นเป็นสิ่งที่เรานั้นมองไม่เห็น

ในบ้างคนก็อาจจะเชื่อหรือไม่ว่าผีนั้นจะมีอยู่จริงนอกจากนี้เรามีเรื่องของป้ายิ้มที่น่ากลัวชวนขนลุกมาบอก ป้ายิ้มนี่แก่ก็ยิ้มได้ตลอดถึงแม้ว่าหน้าตาแก่จะแก่ลงไปบ้างแล้วอาชีพทำไร่ทำสวนกล้วยป้ายิ้มนั้นแกทำหลายอย่างทำนาอย่างเดียวคงไม่พอพักก็ไม่ต้องซื้อเพราะปลูกเองแต่สำหรับปลานั้นต้องซื้อกินเองเพราะปลานั้นไม่ค่อยจะมีเพราะคนกินมันเยอะกว่าปลานำก็ใช้ไม่มากมีทั้ง น้ำคลอง น้ำบาดาล น้ำปะปาก็มีก็ใช้น้ำที่เสียเงินเท่าที่จำเป็นป้ายิ้มแกมีลูกสองคนผู้ชายคนโตผู้หญิงคนเล็กทำงานอยู่กรุงเทพ

จากบ้านเกิดที่อ่างทองไปก็หลายปีแต่ก็มาหาอยู่บ่อยครั้งส่วนลุงชุบนั้นแกละทางโลกเข้าสู่ทางธรรมบวชอยู่ที่วัดแต่ก็จะมาบิณฑบาตอยู่ทุกวันที่หน้าบ้านชอบทำของโปรใส่บาตไปก็ได้บุญูทุกเช้าป้ายิ้มนั้นก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แกจำไม่เคยลืมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของแกเลยในชีวิตถามว่ากล้ว ผี หรือป่าว วันนั้นป้ายิ้มได้เข้าไปดูข้าวโพดที่แกปลูกเอาไว้ต้นสูงไปทั้งไร่ป้ายิ้มนั้นได้ปลูกข้าวโพดถึง4ไร่แถวนั้นยังมีต้นมะขามเทศอยู่3ต้นต้นตาล1ต้นนาแปลกนี้ติดอยู่กับคลองส่งน้ำที่นาแปรงนี้ปกติจะปลูกผักแต่ช่วงนี้ปลูกข้าวโพดไว้เยอะจนโตต้นสวยงาม

สายๆวันนั้นป้ายิ้มได้เข้าไปดูเดินไปไกล้จะถึงต้นมะขามเทศเห็นป่าข้าวโพดล้มลงเดินเข้าไปดูก็ได้กลิ่นเหม็ดเหมือนหมาเน่าป้ายิ้มก็เลยบ่นใครเอาหมาเน่ามาทิ้งแถวนี้มันน่าด่าจริงๆใครกันมันชังลากหมาวนไปวนมาจากนั้นป้ายิ้มก็เลยเดินเข้าไปดูไกล้ๆอีกทีแกเดินเข้าไปเห็นนั่นมันไม่ใช่หมาแต่มันเป็นคนนอนขึ้นอืดอยู่ไร่ข้าวโพดเลยวิ่งกลับมาที่บ้านสติสตังค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

จนนางงิ้มมาของซื้อกล้วยนางงิ้มได้ถามว่าเป็นอะไรก็เลยเล่าให้ฟังจากนั้นรู้กนทั่วบ้านตำรวจนักข่าวคนมากมายเยอะเต็มสวนข้าวโพด ศพนั้นอายุประมาณ40 – 45ร่างใหญ่ขึ้นอืดมารู้ทีหลังว่าเป็นคนที่อื่นแอบเป็นชู้กับเมียชาวบ้านก็เลยถูกฆ่าไว้ที่สวนป้ายิ้มและที่โดนลากวนไปวนมาในทุ่งข้าวโพดเขาได้ทำพิธีเพื่อสะกดวิญญาณเพื่อไม่ให้วิญญาณนั้นได้ตามเขาไป

อย่างไรก็ตามคนที่เอาศพมาทิ้งจะต้องมีความรู้เรื่องสะกดวิญญาณเรื่องผีเรื่องสางอยู่พอสมควรป้ายิ้มตั้งแต่นั้นมาก็ใจคอไม่ดีนอนไม่หลับต้องไปรสน้ำมนต์ที่วัดเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวทำบุญูกรวดน้ำไปให้คนตายพวกญาติคนตายนั้นก็ได้มาทำพิธีสวด อัญเชิญ วิญญาณไปเรื่องแบบนี้หากใครนั้นได้เจอกับตัวเองอันเป็นต้องตกใจเหมือนกันส่วนเรื่อง ผี นั้นใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่ในสิ่งที่มองไม่เห็น