Browse Category by ประเพณี
ประเพณี

ประเพณีบุญข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้า

         สำหรับประเพณีข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้านั้นเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันโดยเป็นประเพณีของคนภาคอีสานซึ่งถ้าหากเราเป็นคนภาคกลางหรือภาคเหนือและแล้วก็อาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อประเพณีมากนักเนื่องจากว่าเป็นประเพณีที่ไม่ได้โด่งดังมากเท่าที่ควรและไม่ได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวในช่วงที่มีการจัดประเพณีนี้เนื่องจากว่าประเพณีนี้เป็นเพียงแค่การทำบุญเท่านั้น

โดยลักษณะของประเพณีนี้มีการทำขึ้นมาก็เพื่อต้องการที่จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทำบุญให้กับญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วหรือทำบุญให้กับพวกเปรตและสัตว์นรกทั้งหลายที่ไม่ได้รับบุญและไม่ได้ทำบุญช่วงที่พวกเขานั้นยังมีชีวิตอยู่สำหรับประเพณีนี้จะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยในแต่ละปีนั้นจะมีการจัดขึ้นตรงกับวันแรม 14 ค่ำเดือน 9 การจัดงานบุญข้าวประดับดินนั้นไม่ได้มีการจัดงานหรูหรามากมายนะเป็นแค่เพียงประเพณีที่ทำขึ้นมาด้วยการให้ชาวบ้านนั้นทำกระทงใบตองขึ้นมาและนำอาหาร 

ทั้งคาวและหวานรวมถึงอาจจะมีผลไม้และต้องมีหมากและพลูและบุหรี่วางไว้ในกระทงนั้นซึ่งอาหารคาวหวานรวมถึงขนมต่างๆนั้นใส่แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหากใครเคยเห็นวิธีการของคนภาคกลางเวลาที่จะนำกระทงอาหารไปวางไว้ตรงทางสามแพร่งก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการทำบุญข้าวประดับดินนั่นเองเนื่องจากว่ากระทงที่ทางภาคอีสานทำเพื่อจะเอาไปร่วมงานบุญข้าวประดับดินนั้นก็จะเป็นกระทงอาหารขนาดเล็กไม่ใหญ่มากและชาวบ้านก็มักจะนำกระทงนี้ไปวางไว้ใต้ต้นไม้หรือแม้แต่จะเอาไปวางไว้แถวใกล้ๆโบสถ์หรือเจดีย์ก็ได้ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า

วิธีการทำเส้นนี้นั้นจะสามารถอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับคนที่เสียชีวิตไปแล้วรวมถึงให้กลับเจ้ากรรมนายเวรและผีเปรตทั้งหลายที่ไม่มีใครทำบุญไปให้อีกทั้งอาหารที่นำไปวางนั้นก็ยังสามารถที่จะทำบุญให้กับสัตว์ที่ยังมีชีวิตแต่ไม่มีเจ้าของคอยเลี้ยงดูซึ่งพวกมันนั้นก็จะคอยคุยเขียงอาหารตามถังขยะดังนั้นเมื่อถึงวันที่มีการจัดประเพณีนี้ขึ้นมาสัตว์ต่างๆเหล่านั้นก็จะสามารถมากินอาหารในกระทงที่มีการนำไปวางไว้ได้นั่นเอง

สำหรับการเตรียมงานนั้นจะมีการเตรียมงานกันก่อนวันแรม 14 ค่ำ 1 วันซึ่งชาวบ้านก็จะพากันมารวมตัวทำข้าวต้มรวมถึงทำขนมและห่อหมากพลูเอาไว้ซึ่งสิ่งที่ทำนี้จะถูกแบ่งเอาไว้ทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกันส่วนแรกนั้นก็คือคำว่ากินกันเองในคนในครอบครัวส่วนส่วนที่ 2 นั้นก็สามารถเอาไปแจกให้กับเพื่อนบ้านหรือญาติมิตรและส่วนที่ 3 นั้นก็จะนำไปถวายพระสงฆ์เป็นการทำบุญทำทานเพื่อเพิ่มบุญกุศลให้กับตนเองและส่วนสุดท้ายนั้นก็เอาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ตายไปแล้วนั่นเอง

ประเพณี

ประเพณีวิ่งควายของจังหวัดชลบุรี

ชาวจังหวัดชลบุรีได้มีการจัดงานประเพณีวิ่งควายนี้ขึ้นทุกปีและได้เป็นเอกลักษณ์ชาวจังหวดชลบุรีไปแล้ว และในวันขึ้น14ค่ำเดือน11ของทุกปี ประเพณีนี้ถือว่าได้ทำนามาเกือบทั้งปีแล้วนั้นและเป็นการที่ชาวบ้านได้มาพบปะพูดคุยกันอีกด้วย ในสมัยก่อนเชื่อว่าการที่มีควายเจ็บป่วยและได้ทำการบนแก่สิ่งศักดิ์สิทธิให้ควายของตนนั้นหาย เมื่อควายของตนหายดีแล้วจึงนำมาวิ่ง และก็ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาปัจจุบันได้มีการตกแต่งควายของตัวเองให้สวยงาม

ขั้นตอนการวิ่งควาย

ปัจจุบันได้ให้มีการประกวดน้องนางบ้านนาและมีการประกวดควาย ทั้งแบบสวยงามและแบบตลกขบขัน จะประดับควายด้วยผ้าแพรดอกไม้หลายหลายสี แม้แต่เจ้าของควายก็แต่งตัวด้วยมีของประดับมากมาย บางคนก็แต่งคล้ายลิเก และเมื่อเวลาวิ่งควายก็จะแสดงมีท่าทางแปลกๆในการวิ่งเป็นที่สนุกสนานของคนที่มาชม และควายที่เข้าแข่งขันในการวิ่งนั้นจะตองมายืนตรงจุดปล่อยตัว และจะต้องมีเจ้าของควายขี่อยู่บนหลัง เมื่อได้ยินสัญญาณปล่อยตัวก็เริ่มออกวิ่ง ควายตัวไหนถึงเส้นชัยก่อนก็ชนะ

กิจกรรมในงานประกอบด้วย

ตอนช่วงเช้าจะมีขบวนแห่กัณฑ์เทศจำนวน13กัณฑ์ และพอตอนสายจะมีพิธีเปิดงาน และการแข่งขันวิ่งควายรุ่นต่างๆ และการประกวดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ควาย ประกวดการแต่งควาย และมีการแข่งขันชกมวย เตะตะกร้อ ปีนเสาที่ราดด้วยน้ำมันและมีกิจกรรมมากมายจากศิลปินดาราที่เชิญมาร่วมงาน พอช่วงเย็นก็จะมีการประกวดน้องนางบ้านนา ช่วงสามทุ่มก้อจะมีการแสดงจากดารานักร้อง งานนี้จะจัดขึ้นสามคืน ในคืนที่สองก็จะมีกิจกรรมคล้ายกับวันแรก งานจะเริ่มช่วงห้าโมงเย็นเป็นต้นไป  ส่วนในคืนที่สามงานจะเริ่มห้าโมงเย็น ช่วงสามทุ่มจะให้มีการประกวดหนูน้อยบ้านนาเกิดขึ้น

ประเพณีวิ่งควาย

เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยๆปี ที่ชาวชลบุรีได้สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยไว้ให้ลูกหลานได้สืบทอดกันต่อไป ภายในงานก็จะมีร้านค้าทั่วไป มาจัดแสดงสินค้าให้เลือกจับจ่าย ใช้สอย ยังมีร้านอาหารไว้คอยบริการเมื่อเวลาหิว อย่างเช่นพวกก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ข้าวต้มเครื่อง น้ำ ร้านเสื้อผ้ามากจากจังหวัดต่างมาให้เลือกใช้บริการพวกเสื้อผ้าพื้นเมืองของอีสานและทางเหนือ และก็มีร้านเฟอร์นิเจอร์มาให้เลือกชม มีทั้งไม้สัก ไม้เนื้อแข็ง เตียงนอน เก้าอี้โยก ชุดโต๊ะรับแขก ก็มีมาให้เลือกซื้อได้ตามความต้องการของเรา

 

ประเพณี

ประเพณีเรียกฝน

 ประเพณีเรียกฝนหรือประเพณีแห่งนางแมวที่มีมาตั้งแต่โบราณ

           สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีทั้งหมดด้วยกัน 3 ฤดูนั่นคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ซึ่งฤดูที่สั้นที่สุดก็คือฤดูหนาวเพราะจะมีแค่ไม่กี่วันก็จะหมดหนาวแล้ว ส่วนที่มากสุดคือฤดูร้อนเพราะร้อนเกือบตลอดทั้งปี ส่วนฤดูฝนนั้นมีฝนตกหนักบางปีส่วนบางปีก็ฝนน้อย น้ำแล้ง และถึงแม้บางปีประเทศไทยจะมีฝนตกชุกมากแต่ก็ตกชุกเฉพาะบางพื้นที่ ส่วนบางพื้นที่ก็ดินแล้งแห้งขอด น้ำในแม่น้ำสายใหญ่ๆก็แทบจะไม่มีอย่างนี้ปีนี้น้ำในแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยาก็เริ่มที่จะลดลงมากแล้ว ส่วนแม่น้ำสายย่อย อย่างแม่น้ำป่าสักหรือแม่น้ำลพบุรี  น้ำแห้งจนสามารถลงไปเดินเล่นในแม่น้ำได้แล้ว

และยิ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานน้ำจะแห้งเร็วกว่าภาคอื่นๆ เพราะที่ภาคอีสานฝนจะตกน้อยกว่าที่ภาคอื่นๆมาก จึงมีภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างประเพณีของฝนขึ้นมา เรียกว่าประเพณีแห่งนางแมว ซึ่งในสมัยก่อนนั้นประเพณีแห่นางแมวจะทำเป็นประจำต่อเนื่องกันทุกปี แต่ในปัจจุบันจะทำการแห่นางแมวก็ต่อเมื่อฝนไม่ตก น้ำเริ่มแห้งแล้วเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการแห่นางแมวตามหมู่บ้านในชนบทจะนิยมช่วยเหลือกันทั้งหมู่บ้าน

 

โดยแมวที่จะใช้แห่ต้องเป็นแมวดำ ซึ่งวิธีการแห่งก็ง่ายมาก

เพียงนำแมวดำมาใส่ตะกร้าสานแล้วปิดให้เรียบร้อยแต่ตัวตะกร้าจะยังมีช่องให้แมวสามารถหายใจได้ และเราเองก็สามารถมองเห็นแมวได้ ลักษณะของช่องจะมีหลายช่องสานกันเป็นเหมือนตาข่ายเพียงแต่เป็นการทำมาจากไม้ไผ่เท่านั้น และเมื่อเรานำแมวใส่เข้าไปก็จะมีคนแบกแมวเดินรอบหมู่บ้านซึ่งจะมีการหามเสลี่ยงแมวนี้หน้าสองคนและหลังสองคน

ลักษณะการหามก็เหมือนกับหามคนที่นั่งบนเสลี่ยงเสร็จแล้วก็พาแมวเดินรอบหมู่บ้านให้ผ่านทุกบ้านระหว่างทางการสวดมนต์ภาวนาของให้ฝนตก ซึ่งวิธีการน้ำลูกบ้านทั้งหมู่บ้านจะออกมาช่วยกันแห่เดินตามกันเป็นขบวนรอบหมู่บ้าน และเมื่อวนจนครบบานทุกหลังแล้ว ชาวบ้านจะนำแมวมาที่ศาลพระภูมิเจ้าที่ของหมู่บ้านเพื่อมาทำพิธีสวดขอฝนอีกครั้งหลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี 

         จริงๆแล้ววิธีการแบบนี้หากเทียบตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการที่นำแมวมาทรมานแห่แมวรอบหมู่บ้าน แต่วิธีการนี้ก็มีคุณค่าทางจิตใจเพราะเป็นความเชื่อของคนโบราณและก็มักจะพบว่าหากที่ไหนฝนไม่ตก แต่หากมีการทำพิธีแห่นางแมวเมื่อไหร่ละก็ฝนจะตกหลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันซึ่งมันก็ประจวบเหมาะพอดี ทำให้ความเชื่อนี้ของคนไทยจึงยังไม่หมดไปสักที