Browse Month by สิงหาคม 2020
ศิลปะ

ศิลปะกับภาพเปลือย

รูปภาพเปลือยคงเป็นที่ใครหลายคนให้คำนิยามว่าเป็นรูปภาพโป๊ แต่ความเป็นจริงรูปภาพเปลือยมีความแตกต่างจากรูปภาพโป๊ รูปภาพเปลือยเป็นศิลปะอย่างที่แสดงถึงความสวยงามของสรีระร่างกายมนุษย์ เป็นงานศิลปะที่ต้องใช้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่ใช่รูปภาพเปลือยทุกรูปที่จะถูกยกย่องว่าเป็นภาพศิลปะ รูปภาพศิลปะนั้นจะต้องมีสาระ

มีนัยยะ มีความหมายไม่ใช่เพียงแค่การเปลื้องผ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปภาพเหล่านั้น

รูปภาพเปลือยที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นผลงานรูปภาพศิลปะคือภาพหญิงสาวที่ไม่สวมใส่เสื้อผ้า แต่รูปภาพเหล่านั้นกลับไม่ได้สื่อไปในทางยั่วยุอารมณ์ทางเพศอย่างใด เป็นเพียงภาพที่สะท้อนวัฒนธรรมผ่านรูปภาพศิลปะเท่านั้น แม้รูปภาพนั้นจะมีอายุยาวนานมากกว่า 500 ปีแล้วแต่ยังคงสาระสำคัญและความหมายของรูปภาพนั้นไว้ได้อยู่ การตีความภาพนั้นยังเหมือนเดิมไม่สามารถตีความไปในทางกามอารมณ์ได้เลยแม้เวลาจะผ่านไป

ทุกวันนี้มีรูปภาพในลักษณะเปลื้องผ้าเยอะมาก โดยส่วนใหญ่มักเป็นรูปภาพเปลืองผ้าของผู้หญิง ที่อาจทำเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง กระแสนิยม ชื่อเสียง หรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม ซึ่งปัจจัยของการที่ผู้หญิงเปลื้องผ้าก็แตกต่างกันไปตามความจำเป็นแต่อย่างไรก็ตามรูปภาพเปลื้องผ้าเหล่านั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นผลงานศิลปะ แต่เพื่อเป็นการปลุกอารมณ์ทางเพศ

หรือเพื่อให้มีผลต่ออารมณ์ทางเพศ เป็นรูปภาพที่ไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่องานศิลปะแต่ถูกผลิตมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์ทางเพศ วัตถุประสงค์ของรูปภาพเปลื้องผ้าเหล่านั้นจะไม่เหมือนวัตถุประสงค์ของรูปภาพเปลือยที่เป็นผลงานศิลปะ

เพราะรูปภาพเปลือยที่เป็นผลงานศิลปะมักจะมีการสื่อสารความหมายอย่างอื่นที่ต่อผู้พบเห็น ที่ไม่ใช่การสื่อสารเพื่อปลุกอารมณ์ทางเพศของผู้ที่เสพรูปภาพนั้น แต่อาจการสื่อความหมายในเรื่องความงดงามของผู้หญิงจากเรือนร่าง ความสวยงามของความรักจากการกอด จูบ สัมผัส หรือแม้กระทั่งการสื่อความหมายความสวยงามของวัฒนธรรมจากการใส่ผ้าถุงอาบน้ำก็เป็นได้

ภาพเปลือยก็เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ใช้เรือนร่างของมนุษย์ในการสร้างผลงานศิลปะที่ดูขัดกับวัฒนธรรมของสังคมไทย ด้วยความที่สังคมไทยเป็นสังคมเมืองพุทธ มีวัฒนธรรมและมุมมองต่อรูปภาพเปลือยเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และมองว่าผู้หญิงทุกคนควรรักนวลสมุนตัวต้องแต่งกายให้มิดชิด ไม่สมควรไปเปลื้องผ้าให้ใครได้เห็น

แต่ศิลปะนั้นไม่อาจถูกจำกัดไว้เพียงแค่คำว่าวัฒนธรรมและสังคม เพราะศิลปะคือความต้องการสื่อความหมายของงานศิลป์ให้คนทั่วไปได้เห็นและเข้าใจได้ แม้ผลงานเหล่านั้นจะขัดหรือแย้งกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ขัดแย้งกับวัฒนธรรมและสังคม แต่ผลงานศิลปะในรูปภาพเปลือยก็มักจะแฝงความหมาย ข้อคิดเห็น หรือหลักจิตวิทยาต่างๆใส่ลงไปในผลงานเหล่านั้นด้วย แต่ก็ค่อนข้างเป็นไปได้ยากที่ทุกคนจะเข้าใจในความหมายของผลงานศิลปะนั้น หากไม่ใช่ศิลปินหรือผู้ที่เสพงานศิลปะประเภทรูปภาพเปลือยนี้จริงๆ

อันที่จริงแล้วก็ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าภาพไหนคือภาพรูปภาพโป๊ภาพไหนคือรูปภาพเปลือยเพราะว่าศิลปะล้วนเป็นมุมมองความเห็นที่แตกต่างกันไปคนแต่ละคนมักจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมีมุมมองที่แตกต่างกันดังนั้นการตีความรูปภาพแต่ละรูปภาพย่อมแตกต่างกัน

 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร Gclub

ศิลปะ

เคล็ดไม่ลับกับการถ่ายภาพ Portrait

หลายๆคนคงทราบกันอยู่พอสมควรว่าการถ่ายภาพ Portrait คือ การถ่ายภาพบุคคล เน้นบุคคลเป็นองค์ประกอบหลัก แต่การจะถ่ายภาพ Portrait ให้ออกมาสวยงามได้สมใจได้จะต้องใช้เทคนิคหรือเคล็ดลับต่างๆมากมาย ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดไม่ลับในการถ่ายภาพ Portrait ให้ออกมาสวยงามว่ามีอะไรบ้าง

1.การเลือกใช้เลนส์

ในการถ่ายภาพ Portrait ควรเลือกใช้เลนส์ตั้งแต่ 50 -200 mm. แต่เลนส์ระยะที่เป็นที่นิยมคือ 50 mm กับ 85 mm เพราะจะทำให้ภาพถ่ายที่ได้ไม่มีความผิดเพี้ยน ถ้าใช้เลนส์ตัวอื่นอาจทำให้ภาพถ่ายผิดเพี้ยนไปจากเดิมได้ เช่น ถ้าใช้เลนส์ที่มีระยะ 17 mm จะกว้างเกินไปจนทำให้ใบหน้าคนที่เป็นแบบผิดรูปได้ เป็นต้น

  1. ความคมชัดของภาพ

หากอยากให้ภาพถ่ายมีความหน้าชัดหลังเบลอ หรือหลังละลาย ควรใช้เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Bokeh โดยการตั้งค่ารูรับแสง ให้ ค่า F น้อยๆ จะทำให้ภาพมีความชัดตื้นขึ้น แต่ถ้าตั้งค่า F สูงๆจะทำให้ภาพมีความชัดลึกขึ้น คนที่เป็นแบบจะมีความโดดเด่นขึ้นมาจากฉากหรือพื้นหลัง จะทำให้จุดสนใจมุ่งไปอยู่กับคนที่เป็นแบบ

  1. เล็งจุดโฟกัสไปที่ดวงตา

ดวงตาถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการเล็งจุดโฟกัส เพราะหากถ่ายภาพไปโดยปราศจากการเล็งจุดโฟกัสไปที่ดวงตาของคนที่เป็นแบบ อาจทำให้ภาพถ่ายไม่สวยได้ เพราะคนที่เป็นแบบอาจตาปรือหรือเผลอหลับตาได้ เพื่อให้ได้แววตาที่คมชัดสวยงามของคนที่เป็นแบบการเล็งโฟกัสไปที่ดวงตาจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างมาก

4.การจัดแสง

แสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพ Portrait ที่สุดคือ แสงธรรมชาติ โดยเลือกช่วงเวลากลางวันและสภาพอากาศปลอดโปร่ง ถ้าหากฟ้าครึ้มจะทำให้ไม่มีแสงในการถ่ายภาพได้ ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพ Portrait คือ ช่วงก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นและช่วงก่อนที่พระอาทิตย์จะตก 

  1. การจัดองค์ประกอบของภาพ

ในการถ่ายภาพ Portrait จะเน้นไปที่การถ่ายภาพบุคคล ฉะนั้นจะต้องมีการจัดองค์ประกอบของภาพเพื่อให้คนที่เป็นแบบเด่นขึ้นมาจากทุกอย่าง หรืออาจะใช้จุดตัดเก้าช่องในการถ่ายภาพก็ได้ เพื่อให้คนที่เป็นแบบอยู่ตรงกลางของจุดนำสายตา เพื่อให้จุดสนใจไปอยู่ที่ตัวคนที่เป็นแบบ

  1. การโพส การแสดงท่าทาง

การโพสท่าของคนที่เป็นแบบก็เป็นส่วนสำคัญในการถ่ายภาพแบบ Portrait หากโพสท่าผิด จัดท่าทางไม่ดี อาจทำให้ภาพถ่ายที่ได้ออกมาไม่สวยงาม เช่น การหันข้างเพื่อปิดบังอำพรางอุ่น เป็นต้น รวมไปถึงการแสดงออกทางสีหน้า แววตา อารมณ์ด้วย เพราะหากผิดเพี้ยนไปจะทำให้การสื่อความหมายของภาพผิดไปด้วย เช่น อยากให้ภาพถ่ายสื่อความหมายในตอนกำลังเศร้า แต่แสดงท่าทางด้วยการยิ้มมุมปาก ภาพถ่ายที่ได้จะมีความหมายที่เปลี่ยนทันที

และนี่ก็คือเคล็ดไม่ลับในการถ่ายภาพ Portrait เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถนำไปปรับใช้ในการถ่ายภาพให้ความสวยงามมากขึ้นได้แล้ว นอกจากจะได้ภาพถ่ายสวยๆของตัวเองแล้วยังสามารถไปถ่ายภาพให้กับคนอื่นได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

ศิลปะ

The Card Players ภาพวาดที่ซ่อนความหมายบางอย่างไว้

หนึ่งในภาพวาดที่แพงที่สุดในโลกตอนนี้ ที่ยังคงมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันอยู่ ไม่ใช่ภาพโมนาลิซ่าผู้ทรงสง่า ไม่ใช่ภาพคู่แฝด แต่ว่าเป็นภาพของคน 2 คน กำลังนั่งเล่นไพ่อยู่ ภาพนี้ถูกวาดขึ้นโดยผู้ที่ ปิกัสโซ่ เรียกขานว่าเป็น พ่อ ของศิลปะวาดภาพสมัยใหม่ นั่นก็คือ  Paul Cézanne (ปอล เซซาน) ชาวฝรั่งเศส ภาพ The Card Players นี้ยอดเยี่ยมมากเป็นหนึ่งในซีรีย์ภาพที่วาดจากสีน้ำมัน Post-Impressionist 

ภาพวาด the-card-players ซ่อนอะไรไว้ ภาพวาดนี้ไม่ได้เพียงแค่สวยงาม แต่ผู้วาดยังสื่อถึงการใช้เงินไปกับการพนันของชาย 2 คน ต้องกล่าวไว้ก่อน ถึงแม้ว่าการพนันนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรทำเป็นเยี่ยงอย่าง แต่การวาดรูปเหล่านี้นั้น ถือเป็นงานศิลป์อีกตัวอย่างหนึ่งที่ศิลปินหรือจิตรกรนั้นใช้ฝึกฝน หรือนำมาวาดบ่อยๆ อยู่แล้ว เป็นปกติ ดังนั้นจึงอยากให้เราเก็บมุมมองไม่ดีของภาพไว้ก่อน และให้มองอย่างงานศิลป์ 

หากมองภาพนี้อย่างศิลปะ จะเห็นว่าในภาพ มีชายสองผู้ที่กำลังจะเล่นไพ่กัน แต่ว่าในรูปภาพนั้นได้สื่อถึงชายคนหนึ่งที่เป็นผู้มีเป็นคนมีฐานะ และอีกคนหนึ่งเป็นชายที่ยากจน ซึ่งในภาพนี้ ผู้วาดต้องการจะสื่อถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของการใช้ชีวิตจากคนสองคน การเป็นอยู่ที่แตกต่างกันซึ่งอีกคนหนึ่งนั้นได้ใส่สูทมานั่งเล่นไพ่กับชายผู้ที่เป็นขอทาน ในรูปภาพนี้ได้สื่อว่าคนมั่งคั่งกับคนยากจนนั้นมิได้วัดกันที่ว่าการแต่งตัว การแต่งกายต่างๆ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ และสามารถที่จะหลงผิดเหมือนกันได้ จะเห็นได้จากคนทั้งสองนั้นได้เล่นการพนันด้วยกัน 

ภาพวาดนั้นมีแนวความคิดมาจากประสบการณ์การจริง โดยที่นักวาดรูปนี้ได้เห็นชายสองคนกำลังนั่งพักผ่อน และเล่นไพ่กัน ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง โดยมีการแสดงถึงความขบขัน ความสนุก การที่คนสองคนต่างชนชั้นนั้นมาอยู่ร่วมกันได้ด้วยที่ไม่ต้องกลัวสังคมเกลียดชัง ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากๆ อาจด้วยเพราะในยุคนั้นมีความคิดที่ว่าจนก็ต้องอยู่ส่วนจน ผู้ใดรวยก็จะอยู่ส่วนของตนเอง ไม่คบค้าสมาคมกับคนที่อยู่คนละชั้นกัน คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนจน คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิด แต่คนจนนนั้นทำอะไรก็ดูจะผิดไปหมดทุกอย่าง

ในปี2011 ภาพวาด  the card player ถูกซื้อโดยราชสกุลของประเทศกาตาร์ ในราคา 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา คิดเป็นเงินไทยราวๆ 7,500 ล้านบาท เอาชนะภาพวาดที่มีราแพงที่สุด ณ ตอนนั้นได้ 

ภาพวาดนี้เป็น1ในภาพที่ดีที่สุดของปอล เซซาน  โดยแนวทางการวาดแล้วก็การลงสีนั้นแปลกใหม่ มีการปัดพู่กันสั้นๆ ทับกันไปมา รวมทั้งได้รับการชื่นชมจากผู้คน และราชวงศ์ในสมัยนั้น ซึ่งในสมัยนั้นศิลปะค่อนข้างที่จะไม่เป็นที่น่าสนใจเท่าไหร่นัก

ในทางกลับกัน ปอล เซซาน นั้น กลับได้รับการขนานนามเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่และงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจหรือช่วยบุกเบิกให้มีศิลปิน จิตกร มากมายเกิดขึ้น จึงส่งผลให้ภาพวาดในสมัยแรกของศิลปะสมัยใหม่อย่าง The Card Players เป็นหนึ่งในภาพวาดที่แพงที่สุดในโลก

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

ศิลปะ

ศิลปะการพูด

การพูดดีย่อมเป็นศรีแก่ตัวเอง การพูดไม่ดีย่อมเป็นภัยแก่ตัวเอง การพูดดีเหมือนกับยาหอม การพูดไม่ดีเหมือนยาพิษ ฉะนั้นแล้วการพูดไม่ใช่เพียงสิ่งปกติที่คนทั่วไปกระทำกัน แต่การพูดยังเป็นศิลปะอย่างหนึ่งด้วย คนใดที่มีศิลปะในการพูดจะยิ่งมีเสน่ห์มาก หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าศิลปะการพูดเป็นแบบใด มีความสำคัญอย่างไร

ศิลปะการพูดคืออะไร

ศิลปะการพูด คือการพูดอย่างมีชั้นเชิง มีความรู้ มีภูมิฐาน มีความไพเราะ มีเหตุผล มีหลักและวิธีการ มีลูกเล่นน้ำเสียง รวมทั้งมีจังหวะเวลา กาลเทศะด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้อาจะต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน เพราะการพูดคุยปกติธรรมดาอาจไม่เทียบเท่าการฝึกฝนการพูดโดยเฉพาะ การพูดที่มีการใช้ศิลปะการพูดอย่างเช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การโต้วาที การอ่านข่าว การจัดรายการวิทยุ การเป็นพิธีกร เป็นต้น

ศิลปะการพูดต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง

1.ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่กำลังจะพูด

ความรู้ความเข้าใจในหัวข้อหรือเนื้อเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้พูดไม่สามารถพูดโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสน ไม่เข้าใจซึ่งที่ผู้พูดจะสื่อ อาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องตรงกัน หรือทำให้ผู้ฟังไม่ได้ประโยชน์หรือเนื้อหาสาระใดๆจากการฟังผู้พูดเลย ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้พูดไม่ประสบความสำเร็จในการที่จะสื่อสารให้แก่ผู้ฟังได้เข้าใจตรงกัน

2.ต้องมีลูกเล่นน้ำเสียง

ลูกเล่นน้ำเสียง หรือโทนเสียงที่ใช้ในการพูด จะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจในเรื่องนั้น ทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ อยากฟัง น่าติดตาม ที่สำคัญการใช้น้ำเสียงต่างๆมีผลต่อความรู้สึกของผู้ฟังด้วย อย่างเช่น ในการเล่านิทาน ถ้าผู้พูดเล่าด้วยน้ำเสียงเดียวกันทั้งเรื่องจะทำให้เกิดความน่าเบื่อ ผู้ฟังอาจเบื่อหน่ายจนไม่สนใจเนื้อเรื่อง หรือแม้กระทั่งการที่คุณครูสอนเด็กนักเรียนก็เช่นกัน ถ้าคุณครูใช้น้ำเสียงเนิบๆช้าๆ เด็กนักเรียนจะรู้สึกเบื่อ แต่ถ้าคุณครูใช้น้ำเสียงที่ดุ เด็กนักเรียนจะรู้สึกกลัว และกระตุ้นให้เด็กนักเรียนตื่นตัวตั้งใจเรียนขึ้นได้ 

3.ต้องรู้จักกาลเทศะ

ศิลปะการพูดที่ผู้พูดที่ดีควรมีคือกาลเทศะ การพูดที่ดีควรพูดให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะการพูดเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการมีมารยาทด้วย การเป็นผู้พูดที่ดีไม่ใช่ว่าจะพูดกับใคร เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ แต่จะต้องคำนึงถึงคุณวุฒิ วัยวุฒิ สถานที่ ภาษาที่เหมาะสม และเวลาในการพูดด้วย เช่น การพูดกับเพื่อนสามารถพูดปกติได้ การพูดกับผู้ใหญ่จะต้องพูดให้สุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน การพูดกับเด็กอาจพูดด้วยความเอ็นดู เป็นต้น

4.ต้องผ่านกระบวนการคิด

ศิลปะการพูดนั้นควรมีการพูดที่ผ่านการกลั่นกรอง ผ่านกระบวนความคิดมาแล้ว ไม่ใช่จะพูดอะไรก็ได้ เพราะเวลาที่ผู้พูดคิดถี่ถ้วน คิดอย่างละเอียดรอบคอบมาแล้วย่อมส่งผลให้การพูดออกมาดีมากกว่าการพูดที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ไม่ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์มา ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า ต้องรู้จักคิดดี พูดดีเข้าไว้

จะเห็นได้ว่าการพูดนั้นไม่ใช่กิจวัตรที่ทำกันเป็นเพียงปกติเท่านั้น แต่ยังเป็นศิลปะที่ทำให้สร้างคุณค่า สร้างชื่อเสียง สร้างอาชีพได้ หากรู้จักใช้วิธีการพูดที่ดี ซึ่งอาชีพที่ต้องมีศิลปะในการพูดหรือใช้การพูดเป็นอาชีพก็มีให้เห็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ ผู้ประกาศข่าว นักพากย์ ไลฟ์โค้ช ทนาย เป็นต้น อาชีพเหล่านี้ล้วนต้องใช้ศิลปะการพูดอย่างมากเพื่อดึงความสนใจจากผู้ฟัง หากไม่มีศิลปะการพูดที่ดีก็ไม่อาจมีผู้ฟังที่ไหนสนใจฟัง ไม่ได้รับการยอมรับ และไม่อาจมีอาชีพเหล่านี้ขึ้นมาได้

 

 

สนับสนุนโดย   Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ