Browse Month by พฤศจิกายน 2020
ศิลปะ

การเติบโตในเส้นทางอาชีพศิลปิน

คำจำกัดความสำหรับคำว่าศิลปินนั้นก็คือคนที่ร้องเพลงล่นดนตรีและสร้างความเพลิดเพลินให้คนทั่วไป ซึ่งศิลปินนั้นสามารถใช้เรียกผู้คนที่อยู่ในแวดวงศิลปะได้ทั้งหมดซึ่งบางในบางครั้งแวดวงต่างๆก็อาจจะมีการเรียกชื่อเฉพาะเจาะจงกันอีกทีก็ก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดถ้าหากจะแรกคนในแวดวงนี้ว่าศิลปินเพราะพวกเขานั้นก็ล้วนเป็นคนที่สร้างสรรค์

 

 

ความสวยงามและความเพลิดเพลินให้คนทั่วไปได้ชมได้ฟังและเกิดความสุขได้ ถึงแม้ว่าศิลปะนั้นจะมีมากมายหลายประเภทแต่สิ่งที่คล้ายกันนั้นก็คือการเจริญเติบโตของเส้นทางศิลปินเหล่านี้ซึ่งจะมีความคล้ายกันอยู่มากเพราะถึงแม้จะเรียกว่าการทำงานของแต่ละแนงนั้นจะต่างกันแต่การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นทั้งหมดของศิลปะจะต้องอาศับสิ่งเดียวที่เหมือนกันนั้นก็คือการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

สำหรับศิลปินจุดเริ่มต้นจะเริ่มต้นจากความชื่นชอบและหลงไหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวงการศิลปะเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี,การร้องเพลง,การแสดง,การวาดรูป,การปั้น,การจิตนาการหรืออะไรต่างๆก็ตามก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้จะเป็นศิลปะนั้นจะต้องเริ่มที่จุดนี้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้นถ้าหากไม่ได้ทำจากความชื่นชอบนั้นมักจะไม่สามารถทำได้และไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้อย่างแน่นอความชื่นชอบความหลงไหลเป็นสิ่งที่ทุกคนในแวดวงศิลปะจำเป็นต้องมี

เมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นชื่นชอบและหลงไหลสิ่งใด สิ่งถัดมาก็คือการเรียนรู้ เรียนอย่างเข้าใจทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นว่ามีการเกิดขึ้นและวิธรการทำต่างๆอย่างไรเป็นต้น การเรียนรู้นี้นั้นผู้ที่จะเป็นศิลปินจะสัมผัสได้ถึงความสุขเมื่อเราได้ทำสิ่งเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้สึกว่าเบื่อหรือไม่อยากที่จะทำต่อไปแล้ว

เพราะถ้าหากรึ้กแบบนั้นเมื่อไหร่นั่นหมายความว่าคนๆนั้นยังไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอในการที่จะเป็นศิลปินได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้จะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวตนของเรานั้นเป็นอย่างไรและเรานั้นชอบศิลปะจริงๆหรือไม่ถ้าหากชื่นชอบจริงๆแล้วนั้นสิ่งต่อมาก็คือการเติบโตขึ้นไปในเส้นทางสายนี้

การฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมานั่นเองจะช่วยให้เรานั้นสามารถที่จะเป็นศิลปินมืออาชีพได้ ซึ่งเส้นทางในการเป็นศิลปินนี้นั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนนั้นคิดว่าการเป็นศิลปินจะต้องเจอกับสิ่งที่เรานั้นรักและชอบเสมอแน่นอนว่าเมื่อทุกอย่างกลายมาเป็นอาชีพที่เราต้องทำแล้วนั้นมันก็จะเต็มไปด้วยความกดดันเสมอนั่นกมายถึงว่าเรานั้นจะต้องมากการรับมือที่ดีมีการพัฒนาตัวเอง

ทั้งในเรื่องทักษะความสามารถ ความคิด จินตนาการต่างๆให้มากขึ้นเพื่อให้เรานั้นสามารถแสดงความเป็นศิลปินออกมาให้ผู้คนนั้นเกิดการยอมรับอย่างแพร่หลายด้วย สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าเส้นทางของการเดินทางสายอาชีพนั้นจะต้องจบลงในที่สุดอย่างไรก็ตามสิ่งที่จะทำให้ทุกคนนั้นจำเราได้นั่นก็คือผลงานของเราที่เรานั้นสร้างขึ้นเพื่อให้คนจดจำ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ศิลปะ

4 สิ่งที่นักศิลปะมี

มีดวงตาของศิลปิน เป็นดวงตาที่เห็นความสวยสดงดงามในทุกสิ่ง หากแม้ในความน่าเกลียดหรือน่าสะพรึงกลัว คือการมองทะลุออกไปให้ทราบถึงรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ อาทิเช่นเมื่อพวกเรามองเห็นผู้เสียชีวิต พวกเราบางทีอาจค้นหาความงดงามได้ด้วยดวงตาที่มองเห็นการหมดกิเลสจากความทุกข์ทรมานในโลกของคนๆ นั้น

 

หรือเรามองเห็นกองขยะในมอง และพยายามมองให้เห็นหรือเจอความงดงามของเมือง หรือจิตใจที่ดีของคนทำความสะอาดถนน ฯลฯ นี่เป็นดวงตาของนักศิลปะ หรือศิลปิน รวมทั้งดวงตาแบบนี้เองที่จะเชื้อเชิญให้คนอื่นมองเห็นความสวยงามที่เขามองเห็นได้

เป็นคนไวต่อความรู้สึก รับทราบการสัมผัสได้เร็ว ไม่ยืดยาด ความรู้สึกเช่นนี้จะช่วยทำให้พวกเราได้พบเจอกับไอเดียแปลกๆ ได้เร็ว ผู้ที่ปฏิบัติงานศิลป์มานานจะพบว่า ในบางคราวเจ้าความคิดหรือความคิดดีๆ ชอบผ่านเข้ามาในสมองอย่างเร็วโดยที่อาจจะไม่ทันได้จดจำ โดยเหตุนั้นศิลปินส่วนใหญ่จึงต้องเป็นคนที่ความรู้สึกไวเพื่อที่จะได้จำไอเดียที่ชอบผุดขึ้นมาได้

ฝึกฝนตั้งข้อซักถาม รวมทั้งหาคำตอบ การตั้งปัญหาแล้วก็หาคำตอบด้วยตัวเอง จะช่วยทำให้พวกเราเป็นคนมีเหตุมีผล ถึงแม้ว่าคำตอบพวกเราจะผิดถูกก็ไม่ต้องเสียจริง ปล่อยไปตามความเป็นจริง แต่ว่ามันจะเป็นการฝึกฝนให้พวกเรารู้จักใช้สิ่งประกอบต่างๆ มาอ้างอิงส่งเสริมความนึกคิด

อาทิเช่น ปัญหาที่ว่าเพราะอะไร ฝนตก รถจึงติด คำตอบอาจตอบได้หลายอย่างว่า อุบัติเหตุบ่อยๆ รถยนต์ก็เลยติด หรือตอบว่าคนจะต้องใช้ความระวังมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รถยนต์เคลื่อนช้า แม้กระนั้นบางบุคคลอาจกล่าวว่า พอฝนตกตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องจราจรก็เข้าไปหลบฝนหมดรถยนต์ก็เลยติด เนื่องจากว่าไม่มีจราจรให้ดูแล ฯลฯ ซึ่งมันก็ยังคงเป็นสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าคุณจะตอบอะไรมามันก็ถูกทั้งหมด เพียงแต่ว่าคำตอบไหนจะเหมาะสมกับเหตุการณ์นั้นๆ

เป็นนักฝัน ข้อนี้สำคัญมาก เพียงแค่ฝันพวกเราก็ยังไม่กล้าแล้วจะลงมือทำให้สำเร็จได้ยังไง เมื่อตอนที่เป็นเด็กผมถูกใจดูก้อนเมฆแล้วมองเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ อย่างเช่น มองออกไปข้างนอกแล้วเห็น อะไรก็ให้จินตนาการไปเรื่อยๆ และก็ลงมือวาดลงมือทำเลย เพื่อบันทึกเรื่องราวจินตนาการนั้นไว้ เชื่อเถอะว่าหากคุณสั่งสมจินตนาการไว้ ฝึกวาดฝัน ฝึกคิด ลงมือทำ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อตัวคุณแน่นอน

 

จริงๆ แล้วหากคุณมีความฝันที่อยากจะเป็นศิลปินมีชื่อสักคนหนึ่งในวงการศิลปะ นอกจากจะต้องมีความรู้ด้านศิลปะแล้ว การมีพื้นฐานดังที่กล่าวคือ มีดวงตาศิลปินเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ต้องไวต่อความรู้สึก ฝึกฝนตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมีผลงานที่น่าประทับใจในอนาคตได้  

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครยังไง

ศิลปะ

ศิลปะแบบ Realistic

ศิลปะแบบสัจนิยมหรือที่เรียกกันว่าศิลปะแบบเรียลลิสติก Realistic เป็นศิลปะยุคใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงปีศตวรรษที่19 ศิลปะสมัยใหม่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นและเป็นสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์และศิลปิน จิตรกร ก็ล้วนคิดค้นวิธีการสร้างสรรค์ที่มีความแปลกใหม่ขึ้นอยู่เสมอ โดยศิลปะประเภทนี้นั้นจะเน้นไปในทางการสะท้อนความจริงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ ชีวิต ที่อยู่อาศัยและสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม

โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหตุการณ์ที่จิตกร ศิลปินนั้นได้ผ่านหรือพบกับเหตุการณ์หรือได้เห็นสิ่งเหล่านั้นมา ก็จะนำมาต่อยอดและนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานที่สวยงาม แต่อย่างไรก็ตามผลงานประเภทนั้น้นถือว่าเป็นผลงานที่ค่อนข้างได้รับความชื่นชมอย่างมากเพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุการร์จริงและนำมาสร้างสรรคืจนเป็นสิ่งที่สวยงามได้

เพราะเหตุการร์ต่างๆนั้นบางครั้งเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่ได้มีความสวยงามหรือเป็นเหตุการณ์ที่ดีมากนัก แต่เมื่อถูกสร้างสรรค์ผ่านชิ้นงานในความเป้นศิลปะแล้วนั้น ก็ทำให้เหตุการร์เหล่านั้นเป็นเรื่องล่าที่มีความสวยงามนั่นเอง

ศิลปะแบบสัจนิยมนั้นจะเป็นสิลปะที่ถ่ายทอดออกมาจากเหตุการณ์จริงล้วนๆ เป็นศิลปะที่ไม่มีการสอดแทรกอารมณ์เข้าไปเลย และไม่การการสื่อความหมายของอารมณ์ของศิลปินในผลงานเลยเช่นกัน สิลปะประเภทนี้นั้นเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นคู่ปรับกับศิลปะแบบโรแมนติกเลยก็ว่า เพราะศิลปินที่มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบนี้ก็เพื่อจะต่อต้านกับศิลปะแบบโรแมนติกนั่นเอง

เพราะสิลปิน จิตรกรที่สร้างสรรค์ผลงานในแนวนี้นั้น คิดว่าผลงานศิลปะแบบโรแมนติกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความเพ้อฝัน เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้สนใจในการเกิดขึ้นจริงมากนักและเป็นสิลปะที่ไม่สนจสังคมหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนั่นเอง

ผลงานทางด้านศิลปะแบบสัจนิยม ในด้านวรรณกรรมในยุคนั้นก็ได้แก่ โอลิเวอร์ ทวิสต์ เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สร้างสรรค์โดย ชาลส์ ดิกคินส์ เป็นวรรณกรรมประเภทสัจนิยมอย่างจริงจังและถือว่าเป็นหนังสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในสังคม ทำให้วรรณกรรมนี้นั้น ได้รับความนิยมในการอ่านไปทั่วโลกและได้ยกย่องว่าเป็นศิละด้านวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งด้วย และยังมีวรณกรรมอีกหนึ่งเรื่องที่น่านใจก็คือ วรรณกรรมเรื่องแม่ มีการสร้างสรรค์ผลงานดดย แมกวิม กอร์กี้ เป็นการสร้างสรรคืที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านความคิดและความเป้นจริงที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นจริงในสังคมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วย

นอกจากนี้ยังมีศิลปะประเภทสัจนิยมในด้านจิตกรรมโดยการสร้างสรรค์งานนั้นเป็นการนำความรู้ทั้งในด้านความเป็นวิทยาศาสตร์และทางด้านศิลปะมาผสมผสานกัน ทำให้เกิดเป็นภาพวาดที่มีลักษระที่แปลกใหม่และเป็นการสร้างสรรค์ที่จะให้ความสำคัญทั้งในเรื่อง แสง สี เงา มากกว่าการให้ความสำคัญกับเส้นนั่นเอง และผลงานจะมีลักษณะที่สวยงามสดใสและเป็นสิ่งที่นิยมในการสร้างสรรค์ในยุคนั้นมากเลยทีเดียว

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ตำนาน

ตำนานทะเลสาบหนองหาน

มีกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งปกครองบ้านเมืองพระองค์มีพระธิดาพระองค์หนึ่งซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมาก ทำให้พระองค์ห่วงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมากโดยพระธิดามีชื่อว่าพระนางไอ่คำความหวงลูกสาวของพระองค์นั้นทำให้พระองค์สร้างปราสาท 7 ชั้นขึ้นและให้ลูกสาวของพระองค์ขึ้นไปอยู่บนประสาทและไม่เคยให้ออกมาจากนอกประสาทอีกเลยแต่ความงามของพระนางไอ่คำนั้นก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนในที่สุดท้าวผาแดง

ได้ยินเรื่องราวของพระนางไอ่คำก็ทรงเกิดตกหลุมรักอยากจะใช้ชีวิตคู่กับพระนางจึงได้มีการส่งเข้าของไปบรรณาธิการให้แก่พัฒนาโดยฝากคนรับใช้ของพระนางไปจนในที่สุดท้าวผาแดงก็สามารถลักลอบขึ้นไปเจอพระนางไอ่คำที่บนประสาทชั้น 7 ได้และต้องคู่ก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกันและเกิดได้เสียกันหลังจากนั้นท้าวผาแดงก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าพระองค์จะต้องมาช่วยเหลือพระนางออกไปจากประสาทชั้น 7 นี้ให้ได้

ซึ่งเรื่องราวที่ท้าวผาแดงกับพระนางไอ่คำลักลอบคบกันนั้นไม่มีใครรู้ส่วนทางด้านพระบิดาของพระนางไอ่คำนั้นเมื่อเห็นว่าลูกสาวของตนเองถึงเวลาที่ควรจะมีคู่ครองได้แล้วจึงได้จัดงานการแข่งขันขึ้นมาว่าถ้าหากใครที่สามารถยิงบั้งไฟได้สูงที่สุดก็จะได้พระนางไอ่คำไปครอบครอง

ซึ่งเมื่อเช้าผาแดงได้ยินเรื่องราวดังกล่าวก็เข้ามาร่วมประลองแข่งการยิงบั้งไฟเช่นเดียวกัน ทางฝ่ายพญานาคหนุ่มที่เคยได้ยินชื่อเสียงของพระนางไอ่คำว่ามีความงดงามจึงอยากขึ้นมาดู ความงามของพระนางไอ่คำพญานาคหนุ่มจึงได้แปลงร่างเป็นกระรอกตัวสีขาวเผือกก็ขึ้นมาดูความงามของพระนาง ซึ่งกระรอกหนุ่มไม่เห็นความงดงามของพระนางไอ่คำก็ตกหลุมรักในขณะที่ท้าวผาแดงเองเมื่อเข้าร่วมการแข่งขันปรากฏว่าบั้งไฟที่เตรียมนานั้นไม่ระเบิดขึ้นฟ้า

แต่กับระเบิดสนั่นหวั่นไหวภายในงานแทนจึงทำให้พระองค์นั้นพ่ายแพ้ต่อการแข่งขันในครั้งนี้แต่คนที่ชนะกับเป็นลุงและอาของพระนางไอ่คำจึงทำให้การแข่งขันในครั้งนั้นเป็นโมฆะโดยการชนะในครั้งนั้นลุงกับอาของพระนางไอ่คำจึงได้รับรางวัลเป็นข้าวของเงินทองแทน หลังจากที่พระยานาคผมกลับไปที่ในเมืองบาดาลแล้วก็พร่ำเพ้อถึงพระนางไอ่คำจนในที่สุดก็กลับขึ้นมาที่โลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

และแปลงร่างเป็นกระรอกใหม่อีกรอบซึ่งครั้งนี้พระนางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากจะจับมาอุ้มแต่กระรอกนั้นก็ได้วิ่งหนีทำให้พระนางนั้นโกรธในที่สุดก็สั่งให้ทหารนั้นนำธนูไปยิงกระรอกตัวดังกล่าวจนเสียชีวิตหลังจากนั้นพระนางก็นำเนื้อกระรอกมากินแต่กินเท่าไหร่ก็กินไม่หมดพระนางจึงได้ให้ทหารนั้นแบ่งจ่ายเนื้อกระรอกไปให้ชาวเมืองได้กินกันด้วย

เมื่อพญานาคราชพ่อของพญานาครู้เรื่องว่าลูกชายของตนเองนั้นถูกจับไปกินก็โกรธมากจึงขึ้นมาที่โลกมนุษย์และมาร่มเมืองทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมโดยมีชาวเมืองบางคนที่เป็นหญิงหม้ายไม่ได้กินเนื้อกระรอกจึงทำให้บ้านของหญิงม่ายนั้นไม่ถูกน้ำท่วมส่วนพระนางไอ่คำก็ถูกพญานาคราชใช้หางฟาดจนเสียชีวิตและเมื่อเช้าผาแดงรู้เรื่องว่าหญิงสาวที่ตนเองรักเสียชีวิตก็ตอมใจตายปัจจุบันเมืองที่ถูกพญานาคราชทำให้น้ำท่วมนั้นก็คือทะเลสาบหนองหานนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ไหนดี