ประเพณี

ประเพณีเรียกฝน

 ประเพณีเรียกฝนหรือประเพณีแห่งนางแมวที่มีมาตั้งแต่โบราณ

           สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีทั้งหมดด้วยกัน 3 ฤดูนั่นคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ซึ่งฤดูที่สั้นที่สุดก็คือฤดูหนาวเพราะจะมีแค่ไม่กี่วันก็จะหมดหนาวแล้ว ส่วนที่มากสุดคือฤดูร้อนเพราะร้อนเกือบตลอดทั้งปี ส่วนฤดูฝนนั้นมีฝนตกหนักบางปีส่วนบางปีก็ฝนน้อย น้ำแล้ง และถึงแม้บางปีประเทศไทยจะมีฝนตกชุกมากแต่ก็ตกชุกเฉพาะบางพื้นที่ ส่วนบางพื้นที่ก็ดินแล้งแห้งขอด น้ำในแม่น้ำสายใหญ่ๆก็แทบจะไม่มีอย่างนี้ปีนี้น้ำในแม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยาก็เริ่มที่จะลดลงมากแล้ว ส่วนแม่น้ำสายย่อย อย่างแม่น้ำป่าสักหรือแม่น้ำลพบุรี  น้ำแห้งจนสามารถลงไปเดินเล่นในแม่น้ำได้แล้ว

และยิ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานน้ำจะแห้งเร็วกว่าภาคอื่นๆ เพราะที่ภาคอีสานฝนจะตกน้อยกว่าที่ภาคอื่นๆมาก จึงมีภูมิปัญญาชาวบ้านสร้างประเพณีของฝนขึ้นมา เรียกว่าประเพณีแห่งนางแมว ซึ่งในสมัยก่อนนั้นประเพณีแห่นางแมวจะทำเป็นประจำต่อเนื่องกันทุกปี แต่ในปัจจุบันจะทำการแห่นางแมวก็ต่อเมื่อฝนไม่ตก น้ำเริ่มแห้งแล้วเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการแห่นางแมวตามหมู่บ้านในชนบทจะนิยมช่วยเหลือกันทั้งหมู่บ้าน

 

โดยแมวที่จะใช้แห่ต้องเป็นแมวดำ ซึ่งวิธีการแห่งก็ง่ายมาก

เพียงนำแมวดำมาใส่ตะกร้าสานแล้วปิดให้เรียบร้อยแต่ตัวตะกร้าจะยังมีช่องให้แมวสามารถหายใจได้ และเราเองก็สามารถมองเห็นแมวได้ ลักษณะของช่องจะมีหลายช่องสานกันเป็นเหมือนตาข่ายเพียงแต่เป็นการทำมาจากไม้ไผ่เท่านั้น และเมื่อเรานำแมวใส่เข้าไปก็จะมีคนแบกแมวเดินรอบหมู่บ้านซึ่งจะมีการหามเสลี่ยงแมวนี้หน้าสองคนและหลังสองคน

ลักษณะการหามก็เหมือนกับหามคนที่นั่งบนเสลี่ยงเสร็จแล้วก็พาแมวเดินรอบหมู่บ้านให้ผ่านทุกบ้านระหว่างทางการสวดมนต์ภาวนาของให้ฝนตก ซึ่งวิธีการน้ำลูกบ้านทั้งหมู่บ้านจะออกมาช่วยกันแห่เดินตามกันเป็นขบวนรอบหมู่บ้าน และเมื่อวนจนครบบานทุกหลังแล้ว ชาวบ้านจะนำแมวมาที่ศาลพระภูมิเจ้าที่ของหมู่บ้านเพื่อมาทำพิธีสวดขอฝนอีกครั้งหลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี 

         จริงๆแล้ววิธีการแบบนี้หากเทียบตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการที่นำแมวมาทรมานแห่แมวรอบหมู่บ้าน แต่วิธีการนี้ก็มีคุณค่าทางจิตใจเพราะเป็นความเชื่อของคนโบราณและก็มักจะพบว่าหากที่ไหนฝนไม่ตก แต่หากมีการทำพิธีแห่นางแมวเมื่อไหร่ละก็ฝนจะตกหลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันซึ่งมันก็ประจวบเหมาะพอดี ทำให้ความเชื่อนี้ของคนไทยจึงยังไม่หมดไปสักที