Browse Author by admin
ศิลปะ

การรับรู้ในงานศิลปะ

การรับรู้ในงานศิลปะ และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ 

โครงสร้างในการทำงานศิลปะในยุคปัจจุบันมีความทันสมัยที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการทำงานหรือแม้แต่จะเป็นการหาข้อมูลต่างๆ แนวคิดต่างๆก็มีการพัฒนาระบบการส่งต่ออยู่เสมอทุกคนสามารถเข้าถึงรูปแบบในการติดต่อสื่อสารหรือแม้แต่จะเป็นโครงสร้างในการพัฒนาการศึกษาดูอยู่เสมอโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่งานศิลปะในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ทุกคนแต่ละยุคสมัยอยุธยาอย่างเช่นในส่วนของเราอยู่ในประเทศอื่นๆก็สามารถดูน่าจะจัดสถานที่ได้นี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่งานศิลปะต่างๆมีความเชื่อมโยงหรือแม้แต่จะเป็นความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็มีส่งผลให้ศิลปินมีการสะท้อนแนวคิดถึงแม้จะจินตนาการออกมาเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามที่เธอต้องการอย่างยิ่งที่การรับรู้เกี่ยวกับงานศิลปะส่งผลงานศิลปะในการพัฒนาเช่นเดียวกัน

สถานที่ในการจัดงานศิลปะในยุคปัจจุบันก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็น Space Art หรือแม่จะเป็น Museum รวมทั้งยังมีในส่วนของหอศิลปะไม่ว่าจะเป็นของศิลปะแห่งชาติหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของหอศิลปะของงานเอกชน รวมทั้งยังมีในส่วนของสถานที่จัดนิทรรศการมากมาย อย่างไรก็ตามที่จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่สมัยในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือไม่แต่ จะเป็นโครงสร้างอยู่เสมอ

ผู้คนจะยุคสมัยมีการพัฒนารูปแบบแนวคิดหรือแม้แต่จินตนาการให้มีประสิทธิภาพที่ว่าให้ขึ้นงานศิลปะต่างๆส่งผลให้ผู้คนต่างๆมีวัฒนธรรมหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง เพราะทางด้านแนวคิดของการเจ็บป่วยต่างๆหากมีการเข้าถึงไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมหรือแม้จะเป็นเศรษฐกิจต่างๆคือการสะท้อนแนวคิดของจิตกร การเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือแม้แต่จะเป็นสถานที่การศึกษาในยุคปัจจุบันก็มีการพัฒนา

และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นคอร์สการเรียนการสอนแบบออนไลน์หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของ สถาบันการศึกษาโครงงานศิลปะก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นการในปัจจุบันก็มีเอกชนมากมายเปิดสถานที่ศึกษาเกี่ยวงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะในการปั้น การเขียน หรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะร่วมสมัยหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างอาชีพต่างๆในปัจจุบันมีการพัฒนาอยู่เสมออย่างไรก็ตามในส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนในยุคสมัยมีการพัฒนาการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการติดต่อสื่อสาร

รูปแบบในการทำงานของผู้คนในการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาให้มีประสิทธิภาพหรือไม่ใช่แนวคิดต่างๆก็มีการพัฒนาเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบันผู้คนต่างๆสามารถเข้าถึงแม้จะเป็นการรับรู้งานศิลปะได้ง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วที่สูงมากยิ่งขึ้น การค้นหาข้อมูลหรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศิลปะจึงเป็นความสะดวกสบายที่ง่ายมากยิ่งขึ้น 

 

สนับสนุนโดย    ufabet สมัครสมาชิก

ศิลปะ

ชีวิตหลังเรียนจบศิลปะ

ชีวิตหลังเรียนจบศิลปะ

ชีวิตหลังเรียนจบศิลปะ การเรียนศิลปะหลายคนอาจจะมองว่าเป็นสาขาวิชาที่ไม่มีความหมายโดยเฉพาะในความคิดของคนยุคสมัยก่อน ก็มักจะไม่ค่อยนิยมและส่งเสริมให้ลูกหลานนั้นเล่าเรียนในสาขาวิชาศิลปะมากนัก เนื่องจากในสมัยก่อนก็ต้องยอมรับว่าสมัยที่โลกนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างหรือมีสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆนั้น

การเรียนศิลปะนั้นสามารถนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้ไม่มากนัก เพราะถ้าหากจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากจริงๆนั้นก็อาจจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถและมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ทำให้ชีวิตหลังเรียนจบของผู้ที่เรียนศิลปะในสมัยก่อนนั้นเลยไม่ค่อยจะสวยงามมากนัก

ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ผู้คนเริ่มหันมาเล่าเรียนและศึกษาวิชาประเภทที่เป็นศิลปะกันมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่นำไปประยุกต์ใช้และผสมผสานร่วมกับวิชาและศาสตร์อื่นได้อย่างมากมาย ทำให้ศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็นและได้รับการนำไปผสมผสานทำให้เกิดประโยชนืและนำไปต่อยอดในด้านต่างๆมากขึ้นไปอีกด้วย

ทำให้คนในยุคนี้เริ่มเปิดกว้างในด้านศิลปะมากขึ้น เนื่องจากโลกนั้นได้เปิดกว้างในด้านวงการศิลปะมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ที่เรียนจบในด้านศิลปะหรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับสิลปะนั้นมีอนาคตที่สดใสขึ้นมากกว่าจากสมัยอดีตอย่างแน่นอน 

เมื่อศิลปะเป็นสิ่งที่จำเป็นสถานศึกษาต่างๆก็มีการสนับสนุนและให้ความสำคัญในเรื่องของสิลปะมากขึ้นเช่นกัน ทมุ่งเน้นในการพัฒนาหลักสูตรให้ผู้เรียนนั้นได้รับความรู้และได้นำความรู้ไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้ที่เรียนจบด้านศิลปะในสมัยนี้นั้นเป็นศิลปินหรือผู้สสร้างสรรค์ใมนวงการศิลปะที่ค่อนข้างจะมีคุณภาพและอย่างที่ทุกคนทราบกันดีแล้วนั้นศิลปะไม่ได้มีเพียงการวาดรูป การปั้น การออกแบบเท่านั้น

แต่ศิลปะนั้นยังเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในงานแทบทุกประเภทในปัจจุบันโดยเฉพาะในด้านสื่อออนไลน์ ถือว่าเป็นสื่อที่สำคัญในปัจจุบันอย่างมากและศิลปะจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้น่าชมและน่าติดตามนั่นเอง

ผู้เรียนจบศิลปะในยุคนี้จึงหมดห่วงในเรื่องของการหางานไปได้เลย เพราะการเรียนรู้ศิลปะในปัจจุบันนี้นั้นไม่ได้มุ่งเน้นไปเพียงด้านใดด้านหนึ่งแต่มักจะเป็นการส่งเสริมและการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ด้านศิลปะอย่างคอบคุมด้วยเพื่อให้ผู้ที่เรียนจบในด้านศิลปะนั้นสามารถทำงานและสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายรูปแบบและสามารถที่จะนำความรู้เหล่านี้นั้นไปใช้ได้กับการทำงานที่หลากหลายประเภทด้วย ผู้ที่เรียนจบในด้านศิลปะในปัจจุบันนี้นั้นถึงจะมีจำนวนมากแต่ผู้เรียนจบดเนนี้นั้นถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญในการทำงานในยุคปัจจุบัน

ดังนั้นแล้วสำหรับผู้ที่อยากเรียนในด้านสาขาวิชาศิลปะนั้นแล้วอาจจะมีความกังวลและเกรงว่าเรียนจบมาแล้วนั้นจะเป็นอย่างไร บอกเลยว่าในอนาคตผู้สร้างสรรค์งานด้านศิลปะประเภทต่างๆนั้นก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องการของตลาดแรงงานในการทำงานด้านอื่นๆที่มีการผสมผสานกับงานศิลปะนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ทางเข้า gclub มือถือ

ศิลปะ

การเติบโตในเส้นทางอาชีพศิลปิน

เส้นทางอาชีพศิลปิน

เส้นทางอาชีพศิลปิน คำจำกัดความสำหรับคำว่าศิลปินนั้นก็คือคนที่ร้องเพลงล่นดนตรีและสร้างความเพลิดเพลินให้คนทั่วไป ซึ่งศิลปินนั้นสามารถใช้เรียกผู้คนที่อยู่ในแวดวงศิลปะได้ทั้งหมดซึ่งบางในบางครั้งแวดวงต่างๆก็อาจจะมีการเรียกชื่อเฉพาะเจาะจงกันอีกทีก็ก็ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดถ้าหากจะแรกคนในแวดวงนี้ว่าศิลปินเพราะพวกเขานั้นก็ล้วนเป็นคนที่สร้างสรรค์

 

 

ความสวยงามและความเพลิดเพลินให้คนทั่วไปได้ชมได้ฟังและเกิดความสุขได้ ถึงแม้ว่าศิลปะนั้นจะมีมากมายหลายประเภทแต่สิ่งที่คล้ายกันนั้นก็คือการเจริญเติบโตของเส้นทางศิลปินเหล่านี้ซึ่งจะมีความคล้ายกันอยู่มากเพราะถึงแม้จะเรียกว่าการทำงานของแต่ละแนงนั้นจะต่างกันแต่การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นทั้งหมดของศิลปะจะต้องอาศับสิ่งเดียวที่เหมือนกันนั้นก็คือการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

สำหรับศิลปินจุดเริ่มต้นจะเริ่มต้นจากความชื่นชอบและหลงไหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวงการศิลปะเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี,การร้องเพลง,การแสดง,การวาดรูป,การปั้น,การจิตนาการหรืออะไรต่างๆก็ตามก็ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้จะเป็นศิลปะนั้นจะต้องเริ่มที่จุดนี้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้นถ้าหากไม่ได้ทำจากความชื่นชอบนั้นมักจะไม่สามารถทำได้และไม่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้อย่างแน่นอความชื่นชอบความหลงไหลเป็นสิ่งที่ทุกคนในแวดวงศิลปะจำเป็นต้องมี

เมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นชื่นชอบและหลงไหลสิ่งใด สิ่งถัดมาก็คือการเรียนรู้ เรียนอย่างเข้าใจทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นว่ามีการเกิดขึ้นและวิธรการทำต่างๆอย่างไรเป็นต้น การเรียนรู้นี้นั้นผู้ที่จะเป็นศิลปินจะสัมผัสได้ถึงความสุขเมื่อเราได้ทำสิ่งเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้สึกว่าเบื่อหรือไม่อยากที่จะทำต่อไปแล้ว

เพราะถ้าหากรึ้กแบบนั้นเมื่อไหร่นั่นหมายความว่าคนๆนั้นยังไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอในการที่จะเป็นศิลปินได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้จะรู้ตัวเองได้แล้วว่าตัวตนของเรานั้นเป็นอย่างไรและเรานั้นชอบศิลปะจริงๆหรือไม่ถ้าหากชื่นชอบจริงๆแล้วนั้นสิ่งต่อมาก็คือการเติบโตขึ้นไปในเส้นทางสายนี้

การฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมานั่นเองจะช่วยให้เรานั้นสามารถที่จะเป็นศิลปินมืออาชีพได้ ซึ่งเส้นทางในการเป็นศิลปินนี้นั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนนั้นคิดว่าการเป็นศิลปินจะต้องเจอกับสิ่งที่เรานั้นรักและชอบเสมอแน่นอนว่าเมื่อทุกอย่างกลายมาเป็นอาชีพที่เราต้องทำแล้วนั้นมันก็จะเต็มไปด้วยความกดดันเสมอนั่นกมายถึงว่าเรานั้นจะต้องมากการรับมือที่ดีมีการพัฒนาตัวเอง

ทั้งในเรื่องทักษะความสามารถ ความคิด จินตนาการต่างๆให้มากขึ้นเพื่อให้เรานั้นสามารถแสดงความเป็นศิลปินออกมาให้ผู้คนนั้นเกิดการยอมรับอย่างแพร่หลายด้วย สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าเส้นทางของการเดินทางสายอาชีพนั้นจะต้องจบลงในที่สุดอย่างไรก็ตามสิ่งที่จะทำให้ทุกคนนั้นจำเราได้นั่นก็คือผลงานของเราที่เรานั้นสร้างขึ้นเพื่อให้คนจดจำ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ศิลปะ

4 สิ่งที่นักศิลปะมี

4 สิ่งที่นักศิลปะมี

4 สิ่งที่นักศิลปะมี มีดวงตาของศิลปิน เป็นดวงตาที่เห็นความสวยสดงดงามในทุกสิ่ง หากแม้ในความน่าเกลียดหรือน่าสะพรึงกลัว คือการมองทะลุออกไปให้ทราบถึงรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ อาทิเช่นเมื่อพวกเรามองเห็นผู้เสียชีวิต พวกเราบางทีอาจค้นหาความงดงามได้ด้วยดวงตาที่มองเห็นการหมดกิเลสจากความทุกข์ทรมานในโลกของคนๆ นั้น

 

หรือเรามองเห็นกองขยะในมอง และพยายามมองให้เห็นหรือเจอความงดงามของเมือง หรือจิตใจที่ดีของคนทำความสะอาดถนน ฯลฯ นี่เป็นดวงตาของนักศิลปะ หรือศิลปิน รวมทั้งดวงตาแบบนี้เองที่จะเชื้อเชิญให้คนอื่นมองเห็นความสวยงามที่เขามองเห็นได้

เป็นคนไวต่อความรู้สึก รับทราบการสัมผัสได้เร็ว ไม่ยืดยาด ความรู้สึกเช่นนี้จะช่วยทำให้พวกเราได้พบเจอกับไอเดียแปลกๆ ได้เร็ว ผู้ที่ปฏิบัติงานศิลป์มานานจะพบว่า ในบางคราวเจ้าความคิดหรือความคิดดีๆ ชอบผ่านเข้ามาในสมองอย่างเร็วโดยที่อาจจะไม่ทันได้จดจำ โดยเหตุนั้นศิลปินส่วนใหญ่จึงต้องเป็นคนที่ความรู้สึกไวเพื่อที่จะได้จำไอเดียที่ชอบผุดขึ้นมาได้

ฝึกฝนตั้งข้อซักถาม รวมทั้งหาคำตอบ การตั้งปัญหาแล้วก็หาคำตอบด้วยตัวเอง จะช่วยทำให้พวกเราเป็นคนมีเหตุมีผล ถึงแม้ว่าคำตอบพวกเราจะผิดถูกก็ไม่ต้องเสียจริง ปล่อยไปตามความเป็นจริง แต่ว่ามันจะเป็นการฝึกฝนให้พวกเรารู้จักใช้สิ่งประกอบต่างๆ มาอ้างอิงส่งเสริมความนึกคิด

อาทิเช่น ปัญหาที่ว่าเพราะอะไร ฝนตก รถจึงติด คำตอบอาจตอบได้หลายอย่างว่า อุบัติเหตุบ่อยๆ รถยนต์ก็เลยติด หรือตอบว่าคนจะต้องใช้ความระวังมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รถยนต์เคลื่อนช้า แม้กระนั้นบางบุคคลอาจกล่าวว่า พอฝนตกตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องจราจรก็เข้าไปหลบฝนหมดรถยนต์ก็เลยติด เนื่องจากว่าไม่มีจราจรให้ดูแล ฯลฯ ซึ่งมันก็ยังคงเป็นสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าคุณจะตอบอะไรมามันก็ถูกทั้งหมด เพียงแต่ว่าคำตอบไหนจะเหมาะสมกับเหตุการณ์นั้นๆ

เป็นนักฝัน ข้อนี้สำคัญมาก เพียงแค่ฝันพวกเราก็ยังไม่กล้าแล้วจะลงมือทำให้สำเร็จได้ยังไง เมื่อตอนที่เป็นเด็กผมถูกใจดูก้อนเมฆแล้วมองเห็นเป็นรูปร่างต่างๆ อย่างเช่น มองออกไปข้างนอกแล้วเห็น อะไรก็ให้จินตนาการไปเรื่อยๆ และก็ลงมือวาดลงมือทำเลย เพื่อบันทึกเรื่องราวจินตนาการนั้นไว้ เชื่อเถอะว่าหากคุณสั่งสมจินตนาการไว้ ฝึกวาดฝัน ฝึกคิด ลงมือทำ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อตัวคุณแน่นอน

 

จริงๆ แล้วหากคุณมีความฝันที่อยากจะเป็นศิลปินมีชื่อสักคนหนึ่งในวงการศิลปะ นอกจากจะต้องมีความรู้ด้านศิลปะแล้ว การมีพื้นฐานดังที่กล่าวคือ มีดวงตาศิลปินเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ต้องไวต่อความรู้สึก ฝึกฝนตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมีผลงานที่น่าประทับใจในอนาคตได้  

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครยังไง

ศิลปะ

ศิลปะแบบ Realistic

ศิลปะแบบ Realistic

ศิลปะแบบ Realistic ศิลปะแบบสัจนิยมหรือที่เรียกกันว่าศิลปะแบบเรียลลิสติก Realistic เป็นศิลปะยุคใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงปีศตวรรษที่19 ศิลปะสมัยใหม่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นและเป็นสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์และศิลปิน จิตรกร ก็ล้วนคิดค้นวิธีการสร้างสรรค์ที่มีความแปลกใหม่ขึ้นอยู่เสมอ โดยศิลปะประเภทนี้นั้นจะเน้นไปในทางการสะท้อนความจริงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ ชีวิต ที่อยู่อาศัยและสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม

โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหตุการณ์ที่จิตกร ศิลปินนั้นได้ผ่านหรือพบกับเหตุการณ์หรือได้เห็นสิ่งเหล่านั้นมา ก็จะนำมาต่อยอดและนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานที่สวยงาม แต่อย่างไรก็ตามผลงานประเภทนั้น้นถือว่าเป็นผลงานที่ค่อนข้างได้รับความชื่นชมอย่างมากเพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากเหตุการร์จริงและนำมาสร้างสรรคืจนเป็นสิ่งที่สวยงามได้

เพราะเหตุการร์ต่างๆนั้นบางครั้งเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่ได้มีความสวยงามหรือเป็นเหตุการณ์ที่ดีมากนัก แต่เมื่อถูกสร้างสรรค์ผ่านชิ้นงานในความเป้นศิลปะแล้วนั้น ก็ทำให้เหตุการร์เหล่านั้นเป็นเรื่องล่าที่มีความสวยงามนั่นเอง

ศิลปะแบบสัจนิยมนั้นจะเป็นสิลปะที่ถ่ายทอดออกมาจากเหตุการณ์จริงล้วนๆ เป็นศิลปะที่ไม่มีการสอดแทรกอารมณ์เข้าไปเลย และไม่การการสื่อความหมายของอารมณ์ของศิลปินในผลงานเลยเช่นกัน สิลปะประเภทนี้นั้นเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นคู่ปรับกับศิลปะแบบโรแมนติกเลยก็ว่า เพราะศิลปินที่มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบนี้ก็เพื่อจะต่อต้านกับศิลปะแบบโรแมนติกนั่นเอง

เพราะสิลปิน จิตรกรที่สร้างสรรค์ผลงานในแนวนี้นั้น คิดว่าผลงานศิลปะแบบโรแมนติกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความเพ้อฝัน เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้สนใจในการเกิดขึ้นจริงมากนักและเป็นสิลปะที่ไม่สนจสังคมหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในสังคมนั่นเอง

ผลงานทางด้านศิลปะแบบสัจนิยม ในด้านวรรณกรรมในยุคนั้นก็ได้แก่ โอลิเวอร์ ทวิสต์ เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สร้างสรรค์โดย ชาลส์ ดิกคินส์ เป็นวรรณกรรมประเภทสัจนิยมอย่างจริงจังและถือว่าเป็นหนังสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในสังคม ทำให้วรรณกรรมนี้นั้น ได้รับความนิยมในการอ่านไปทั่วโลกและได้ยกย่องว่าเป็นศิละด้านวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งด้วย และยังมีวรณกรรมอีกหนึ่งเรื่องที่น่านใจก็คือ วรรณกรรมเรื่องแม่ มีการสร้างสรรค์ผลงานดดย แมกวิม กอร์กี้ เป็นการสร้างสรรคืที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านความคิดและความเป้นจริงที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นจริงในสังคมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วย

นอกจากนี้ยังมีศิลปะประเภทสัจนิยมในด้านจิตกรรมโดยการสร้างสรรค์งานนั้นเป็นการนำความรู้ทั้งในด้านความเป็นวิทยาศาสตร์และทางด้านศิลปะมาผสมผสานกัน ทำให้เกิดเป็นภาพวาดที่มีลักษระที่แปลกใหม่และเป็นการสร้างสรรค์ที่จะให้ความสำคัญทั้งในเรื่อง แสง สี เงา มากกว่าการให้ความสำคัญกับเส้นนั่นเอง และผลงานจะมีลักษณะที่สวยงามสดใสและเป็นสิ่งที่นิยมในการสร้างสรรค์ในยุคนั้นมากเลยทีเดียว

 

 

สนับสนุนโดย  ufabet

ตำนาน

ตำนานทะเลสาบหนองหาน

ทะเลสาบหนองหาน

ทะเลสาบหนองหาน มีกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งปกครองบ้านเมืองพระองค์มีพระธิดาพระองค์หนึ่งซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมาก ทำให้พระองค์ห่วงลูกสาวของตนเองเป็นอย่างมากโดยพระธิดามีชื่อว่าพระนางไอ่คำความหวงลูกสาวของพระองค์นั้นทำให้พระองค์สร้างปราสาท 7 ชั้นขึ้นและให้ลูกสาวของพระองค์ขึ้นไปอยู่บนประสาทและไม่เคยให้ออกมาจากนอกประสาทอีกเลยแต่ความงามของพระนางไอ่คำนั้นก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนในที่สุดท้าวผาแดง

ได้ยินเรื่องราวของพระนางไอ่คำก็ทรงเกิดตกหลุมรักอยากจะใช้ชีวิตคู่กับพระนางจึงได้มีการส่งเข้าของไปบรรณาธิการให้แก่พัฒนาโดยฝากคนรับใช้ของพระนางไปจนในที่สุดท้าวผาแดงก็สามารถลักลอบขึ้นไปเจอพระนางไอ่คำที่บนประสาทชั้น 7 ได้และต้องคู่ก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกันและเกิดได้เสียกันหลังจากนั้นท้าวผาแดงก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าพระองค์จะต้องมาช่วยเหลือพระนางออกไปจากประสาทชั้น 7 นี้ให้ได้

ซึ่งเรื่องราวที่ท้าวผาแดงกับพระนางไอ่คำลักลอบคบกันนั้นไม่มีใครรู้ส่วนทางด้านพระบิดาของพระนางไอ่คำนั้นเมื่อเห็นว่าลูกสาวของตนเองถึงเวลาที่ควรจะมีคู่ครองได้แล้วจึงได้จัดงานการแข่งขันขึ้นมาว่าถ้าหากใครที่สามารถยิงบั้งไฟได้สูงที่สุดก็จะได้พระนางไอ่คำไปครอบครอง

ซึ่งเมื่อเช้าผาแดงได้ยินเรื่องราวดังกล่าวก็เข้ามาร่วมประลองแข่งการยิงบั้งไฟเช่นเดียวกัน ทางฝ่ายพญานาคหนุ่มที่เคยได้ยินชื่อเสียงของพระนางไอ่คำว่ามีความงดงามจึงอยากขึ้นมาดู ความงามของพระนางไอ่คำพญานาคหนุ่มจึงได้แปลงร่างเป็นกระรอกตัวสีขาวเผือกก็ขึ้นมาดูความงามของพระนาง ซึ่งกระรอกหนุ่มไม่เห็นความงดงามของพระนางไอ่คำก็ตกหลุมรักในขณะที่ท้าวผาแดงเองเมื่อเข้าร่วมการแข่งขันปรากฏว่าบั้งไฟที่เตรียมนานั้นไม่ระเบิดขึ้นฟ้า

แต่กับระเบิดสนั่นหวั่นไหวภายในงานแทนจึงทำให้พระองค์นั้นพ่ายแพ้ต่อการแข่งขันในครั้งนี้แต่คนที่ชนะกับเป็นลุงและอาของพระนางไอ่คำจึงทำให้การแข่งขันในครั้งนั้นเป็นโมฆะโดยการชนะในครั้งนั้นลุงกับอาของพระนางไอ่คำจึงได้รับรางวัลเป็นข้าวของเงินทองแทน หลังจากที่พระยานาคผมกลับไปที่ในเมืองบาดาลแล้วก็พร่ำเพ้อถึงพระนางไอ่คำจนในที่สุดก็กลับขึ้นมาที่โลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

และแปลงร่างเป็นกระรอกใหม่อีกรอบซึ่งครั้งนี้พระนางไอ่คำเห็นกระรอกก็อยากจะจับมาอุ้มแต่กระรอกนั้นก็ได้วิ่งหนีทำให้พระนางนั้นโกรธในที่สุดก็สั่งให้ทหารนั้นนำธนูไปยิงกระรอกตัวดังกล่าวจนเสียชีวิตหลังจากนั้นพระนางก็นำเนื้อกระรอกมากินแต่กินเท่าไหร่ก็กินไม่หมดพระนางจึงได้ให้ทหารนั้นแบ่งจ่ายเนื้อกระรอกไปให้ชาวเมืองได้กินกันด้วย

เมื่อพญานาคราชพ่อของพญานาครู้เรื่องว่าลูกชายของตนเองนั้นถูกจับไปกินก็โกรธมากจึงขึ้นมาที่โลกมนุษย์และมาร่มเมืองทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมโดยมีชาวเมืองบางคนที่เป็นหญิงหม้ายไม่ได้กินเนื้อกระรอกจึงทำให้บ้านของหญิงม่ายนั้นไม่ถูกน้ำท่วมส่วนพระนางไอ่คำก็ถูกพญานาคราชใช้หางฟาดจนเสียชีวิตและเมื่อเช้าผาแดงรู้เรื่องว่าหญิงสาวที่ตนเองรักเสียชีวิตก็ตอมใจตายปัจจุบันเมืองที่ถูกพญานาคราชทำให้น้ำท่วมนั้นก็คือทะเลสาบหนองหานนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ไหนดี

ตำนาน

ตำนาน พระนางศุภยาลัต

ตำนานพระนางศุภยาลัต

ตำนานพระนางศุภยาลัต ประวัติของพระนางศุภยาลัตนั้นเป็นพระราชินีของประเทศพม่าซึ่งว่ากันว่าพระนางนั้นเป็นพระราชินีที่โหดที่สุดของพม่าในยุคโบราณเลยก็ว่าได้โดยตามตำนานเล่าว่าพระนางนั้นทรงแอบหลงรักพี่เขยของตนเอง จนในที่สุดพระนางก็กำจัดพี่สาวของตนเองและได้ขึ้นตำแหน่งเป็นพระราชินีหลังจากที่พระองค์ได้ขึ้นตำแหน่งเป็นพระราชินีแล้วพระองค์ก็ทรงจัดการทุกคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพระสวามีของพระองค์นั้น

ก็คือพระเจ้าธีบองของนั่นเอง พระนางศุภยาลัตนั้นเป็นพระราชินีที่มีความโหดเหี่ยมเป็นอย่างมากและพระนางไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเกี่ยวของทุกอย่างที่เป็นของพระนางซึ่งความโหดเหี่ยมของพระนางนั้นว่ากันว่าพระนางสามารถสั่งฆ่าคนเมื่อไหร่ก็ได้ที่พระนางรู้สึกไม่พอใจและบางครั้งพระนางก็สามารถสั่งฆ่าคนด้วย

วิธีการแปลกๆเพราะนางเบื่อที่จะเห็นคนถูกฆ่าตายด้วยวิธีการปกติซึ่งมีหลายศพมากที่ต้องเสียชีวิตจากสาเหตุเพราะพระนางนั้นไม่ชอบยกตัวอย่างเช่นพระนางเลี้ยงสุนัขไว้ 1 ตัวซึ่งพระนางทรงรักมากอยู่มาวันหนึ่งสุนัขของพระนางหายไปพระนางส่งโกรธมากที่ทหารและนางกำนัลไม่สามารถที่จะตามหาสุนัขของพระนางมาให้ได้พระนางสั่งตัดหัวทหารและกำนันที่ดูแลพระราชวังอยู่ในตอนนั้นจนพระเจ้าธีบองต้องออกปากมาพูดคุย

กับพระนางขอร้องไม่ให้พระนางนั้นสั่งประหารทหารและนางกำนัลซึ่งพระนางอารมณ์ดีขึ้นพระนางก็สั่งงดการประหารแต่ให้ทุกคนนั้นพยายามตามหาสุนัขเมื่อคืนพระนางให้ได้แต่ท้ายที่สุดแล้วได้มีทหารคนหนึ่งได้ไปเจอสุนัขของพระนางถูกกระจกล้มทับเสียชีวิตเมื่อทหารคนดังกล่าวได้นำสุนัขไปให้พระนางดูก็ทำให้ทางนั้นต้องเสียใจเป็นอย่างมาก

ในที่สุดพระนางก็สั่งประหารชีวิตทหารและนางกำนันทั้งหมดที่ไม่สามารถดูแลสุนัขของพระองค์ได้นั่นเอง นางกำนัลที่เคยรับใช้พระนางศุภยาลัตมานานถึง 4 ปีได้บอกเล่าถึงความโหดเหี่ยมของพระนางว่าหากพระนางไม่พอใจใครและมีคนมาทัดทานหรือมาห้ามพระนางเมื่อไหร่แล้วเราก็คนที่พูดก็จะถูกสั่งประหารชีวิตทันที ว่ากันว่านิสัยความโหดร้ายของพระนางนั้นได้มาจากพระมารดาของพระนางเอง

เนื่องจากว่าแต่เดิมนั้นพระมารดาของพระนางศุภยาลัตนั้นเป็นเพียงแค่ลูกแม่ค้าเท่านั้นก่อนที่พระมารดาจะถูกเก็บเข้ามาเลี้ยงในวังและได้ขึ้นครองเป็นพระราชินีในที่สุดซึ่งจากชีวิตที่ต้องต่อสู้แบบปากกัดตีนถีบทำให้พระมารดาของพระนางนั้นเป็นคนที่มีจิตใจคอโหดเหี่ยมเช่นเดียวกับพระนางและนี่เองอาจจะเป็นการสืบทอดนิสัยต่อจากพระมารดามาทำให้เมื่อมาถึงพระนางศุภยาลัตพระองค์ก็จิตใจโหดเหี่ยมไม่แพ้พระมารดาของพระองค์เลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   สมัครจีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนาน

ตำนานเขาโปปา

ตำนานเขาโปปา

      ตำนานเขาโปปา      สำหรับตำนานเขา โปปาที่ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาที่อยู่สูงในอดีตนั้นเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อนแต่ปัจจุบันได้มอดดับไปได้หลายพันปีมาแล้วซึ่งด้านบนของภูเขาแห่งนี้ถูกนำมาก่อสร้างเป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประเทศพม่าให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากโดยที่ภูเขาแห่งนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่ชาวพม่าพากันเรียกนั่นก็คือมหาคีรีนัต เนื่องจากว่าที่ภูเขาแห่งนี้จะมีการสร้างองค์เทพหรือที่ชาวเมืองพม่าพากัน

เรียกเหล่าองค์เทพและเทวดาทั้งหลายวันนัดนั่นเองซึ่งที่นี่จะมีนัดที่สิงสถิตอยู่ภายในพื้นที่แห่งนี้มากถึง 37 ตนด้วยกันสำหรับความเชื่อเกี่ยวกับนัดของที่นี่ก็คือนัดในภาษาพม่าหมายถึงวิญญาณและภูตผีซึ่งที่นี่จะมีวิญญาณทั้งวิญญาณของเราพระมหากษัตริย์และบุคคลชั้นสูงและวิญญาณของบุคคลทั่วไป

ดังนั้นนัดของที่นี่จึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกันเลยนัดกลุ่มที่เป็นวิญญาณของพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เคารพกราบไหว้ของเราชาวบ้านทั้งหลายซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการมาเคารพกราบไหว้นัดที่บนภูเขาโปปาแห่งนี้เพราะว่าชาวบ้านนั้นมักจะพบเห็นเหล่าวิญญาณทั้งหลายอยู่ในพื้นที่แห่งนี้กันอยู่เป็นประจำจนชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวจึงพากันมาสร้างศาลและได้มีการปั้นรูปปั้นเสมือนจริงของวิญญาณเหล่านั้น

ในรูปแบบต่างๆเพื่อเอาไว้กราบไหว้โดยบางรูปปั้นก็จะเป็นรูปปั้นยืนธรรมดาแต่บางรูปปั้นก็จะถูกปั้นในลักษณะนั่งอยู่บนหลังสัตว์ ซึ่งหนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวพม่าปั้นและให้ความเคารพนับถือกันก็คือเทพเจ้านัตโบโบยีหรือที่ชาวไทยรู้จักกันดีในนามของเทพเจ้าทันใจนั่นเองสำหรับตำนานเล่าขานของเทพเจ้าที่อยู่บนเขาโปปาแห่งนี้ระบุเอาไว้ว่าบุคคลที่ชาวบ้านจะนับถือเป็นนัตและให้ความเคารพกราบไหว้นั้น

จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่เสียชีวิตไปแล้วและการเสียชีวิตนั้นเป็นการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาตินั่นก็คือไม่ได้เจ็บป่วยตายนั่นเองเพราะวิญญาณที่เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่าตายโหงนั้น มักจะมีอิทธิฤทธิ์รุนแรงดังนั้นชาวบ้านจึงได้มีการปั้นรูปปั้นพระมหากษัตริย์ในอดีตที่เสียชีวิตในลักษณะตายโหง นำมาไว้เป็นเทพเจ้าเอาไว้บนภูเขาแห่งนี้

เพื่อให้ชาวบ้านนั้นมากราบไหว้ขอพรซึ่งจะต้องมีการเฉลิมฉลองและบูชาองค์เทพเจ้ากันในทุกๆปีโดยช่วงที่มีการบูชาเทพเจ้าของประเทศพม่านั้นจะมีการจัดงานกันช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมและประมาณเดือนมิถุนายนนั่นเองซึ่งเทพเจ้าแต่ละองค์นั้นก็จะให้พรกับชาวบ้านที่แตกต่างกันออกไปอย่างเช่นถ้าใครอยากจะได้รับพรอย่างรวดเร็วทันใดก็ต้องไปไหว้เทพเจ้าทันใจนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บคาสิโนออนไลน์อันดับ1

ตำนาน

ตำนานตุ๊กตาโรเบิร์ต

ตำนานตุ๊กตาโรเบิร์ต

      ตำนานตุ๊กตาโรเบิร์ต สำหรับตำนานตุ๊กตาโรเบิร์ตนั้นเป็นตำนานที่เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นจริงในสมัยอดีตโดยตำนานนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและปัจจุบันตุ๊กตาระบบนี้ก็ยังคงมีการแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งพิพิธภัณฑ์ที่รับจัดแสดงตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นชื่อว่า East Martello Museumโดยมีตำนานเล่าเกี่ยวกับเรื่องของตุ๊กตาโรเบิร์ตว่ามีครอบครัวหนึ่งซึ่งครอบครัวนี้มีฐานะร่ำรวยและเขามีลูกชาย 1 คนชื่อว่า Robert eugene Otto ดูเด็กชายนั้นเป็นคนที่รักตุ๊กตาเป็นอย่างมาก

เด็กชายมีพี่เลี้ยงคนหนึ่งเธอได้สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 1 ตัวและมอบให้เป็นของขวัญไม่กลับRobert eugene Otto  ซึ่งหลังจากที่มีเรื่องราวน่ากลัวเกิดขึ้นหลายคนมองว่าตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นไม่ได้ถูกให้เพราะพี่เลี้ยงรักโรเบิร์ตแต่อย่างไรแต่พี่เลี้ยงสร้างตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมาเพราะมีการทำมนต์ดำเพื่อเอาไว้ทำร้ายคนในตระกูล Otto  ไม่เชื่อกันว่าเธอนั้นไม่พอใจครอบครัวนี้ที่ใช้งานเธออย่างทารุณนั่นเอง

 

 

ซึ่งตุ๊กตานี้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1904 และแน่นอนว่าถ้านับจากปัจจุบันไปย้อนหลังไปถึงปี 1904 ราคาตัวนี้ก็มีอายุเก่าแก่มาแล้วหลายร้อยปี ตำนานบอกว่าหลังจากที่เด็กชาย Robert ได้รับตุ๊กตาตัวดังกล่าวเขารักตุ๊กตาตัวนี้มากและหัวแขนตุ๊กตาตัวนี้เป็นพิเศษในแต่ละวันเขาจะอยู่จับตุ๊กตาตัวนี้และมีการตั้งชื่อให้เหมือนกับชื่อของเขาโดยเรียกตุ๊กตาตัวนี้ว่าโรเบิร์ต

ซึ่งคนในครอบครัวมักจะได้ยินลูกชายของตนเองนั้นทุกคุยกับตุ๊กตาและหลังจากที่ลูกชายของเขานั้นได้รับตุ๊กตาตัวนี้มาครอบครัวก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมากมายโดยข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านนั้นพังเสียหายและเคลื่อนย้ายที่อยู่บ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างไรก็ตามเมื่อเด็กชายระเบิดเสียชีวิตลงคนในครอบครัวก็ได้นำตุ๊กตาตัวนี้ไปเก็บไว้ในห้องใต้หลังคาหลังจากนั้นพวกเขาได้มีการย้ายบ้าน

และขายบ้านหลังนี้ต่อให้กับคนอื่นซึ่งคนที่มาอยู่ต่อจากครอบครัว Otto เขาได้ไปพบตุ๊กตาตัวดังกล่าวอยู่ในห้องใต้หลังคาจึงได้นำตุ๊กตาตัวนั้นออกมาให้ลูกหลานเล่นและครอบครัวใหม่ที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังดังกล่าวก็พบเหตุการณ์เดียวกับครอบครัวของ Otto แต่ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวใหม่มากกว่าเดิมนั่นก็คือตุ๊กตาโรเบิร์ตพยายามที่จะฆ่าเด็กหญิงวัย 10 ขวบ

ซึ่งเป็นลูกของเจ้าของบ้านจนในที่สุดพวกเขาก็ต้องนำตุ๊กตาตัวดังกล่าวนั้นไปไว้ที่อื่นโดยสถานที่ที่เขานำมาไว้นั่นก็คือ East Martello Museum นั่นเองซึ่งปัจจุบันนี้ตุ๊กตาตัวนี้ถูกนำเก็บมาไว้ภายในตู้กระจกและมันไม่สามารถออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครได้แล้วโดยตำนานนี้ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในเรื่อง ชัคกี้ตุ๊กตาผีสิงนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

ตำนาน

ตำนานนางเลิ้ง

ตำนานนางเลิ้ง

         ตำนานนางเลิ้ง  หากพูดถึงนางเลิ้งเชื่อว่าคนในกรุงเทพฯทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นสถานที่สำคัญในตอนนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีร้านอาหารที่มีความอร่อยและขึ้นชื่ออย่างมากจนถูกขนานนามว่าร้านตลาดนางเลิ้งซึ่งถ้าหากพูดถึงตลาดนางเลิ้งทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะมีร้านอาหารในตำนานหลายร้านเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานนางเลิ้งกันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้างสำหรับตำนานนางเลิ้งนั้น

แต่เดิมไม่ได้เรียกชื่อว่านางเลิ้งที่นี่แต่เดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามีแต่ต้นส้มป่อยเต็มไปหมดจนชาวบ้านนั้นเรียกบริเวณนี้ว่าทุ่งส้มป่อย ต่อมาในสมัยของรัชกาลที่ 4 ได้มีการขุดคลองขึ้นมาซึ่งคลองนี้มีชื่อว่าคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งหลังจากมีคลองขึ้นมาชาวบ้านก็ขยับขยายมาอาศัยอยู่แถวบริเวณนี้กันค่อนข้างหนาแน่นโดยคนส่วนใหญ่ที่มาอยู่ที่บริเวณนี้ส่วนมากมักจะเป็นชาวมอญ

ซึ่งจะยึดอาชีพทำตุ่มดินขาย มีคนรู้จักบริเวณนี้กันกว้างขวางมากยิ่งขึ้นสมัยโบราณนั้นตุ่มดินชาวบ้านจะเรียกกันว่าตุ่มอีเลิ้ง และเมื่อมีการขายตุ่มอีเลิ้งแถวนี้มากทำให้ชาวบ้านได้มีการเปลี่ยนจากการเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่าส่งส้มป่อยกลายมาเป็นทุ่งอีเลิ้งแทน และเมื่ออยู่นานนานไปเข้าหลายคนมองว่าหากเรียกคำว่า อีเลิ้ง จะเป็นคำที่ไม่สุภาพจึงมีการเปลี่ยนคำเรียกจากอีเลิ้งมาเป็นนางเลิ้งแทนจนทำให้ปัจจุบันนี้พื้นที่ดังกล่าวจึงถูกเรียกขานว่านางเลิ้งนั่นเอง ต่อมาปี พ.ศ.  2472

มีคนลอบวางเพลิงทำให้บริเวณนี้มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากการถูกไฟไหม้มากกว่า 100 หลังคาเรือน และว่ากันว่านับตั้งแต่มีเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นทำให้มีคนตายหลายคนและนับตั้งแต่ที่มีเหตุการณ์ไฟไหม้ชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงคนร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือในช่วงเวลายามค่ำคืนจนพื้นที่แห่งนี้หากตกถ้าเมื่อไหร่ชาวบ้านก็จะปิดบ้านเงียบไม่ออกมาเดินเล่นและถึงแม้จะมีการสร้างตลาดขึ้นมาใหม่แต่ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวก็ยังพากันได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดของการถูกไฟไหม้อยู่นั่นเอง

และหลังจากนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นตลาดนางเลิ้งก็ได้รับความเสียหายอีกครั้งหนึ่งเพราะในครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ตลาดนางเลิ้งถูกระเบิดได้รับความเสียหายตลาดพังพินาศทั้งหมดทำให้บริเวณนี้มีคนตายหลายร้อยศพและยังมีคนบาดเจ็บอีกหลายร้อยคนซึ่งนี่คือประวัติเป็นความเป็นมาของตลาดนางเลิ้งที่เรารู้จักกันดีปัจจุบันนี้ตลาดนางเลิ้งเป็นตลาดที่ผู้คนมักจะเดินทางไปจับจ่ายซื้อของเพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่

และเป็นตลาดที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติก็มักจะแวะเวียนไปซื้อสินค้ากันรวมถึงเป็นแหล่งขายอาหารซึ่งจะมีร้านอาหารอร่อยๆมากมายจนปัจจุบันนี้ตลาดนางเลิ้งไม่ได้เป็นตลาดที่น่ากลัวเหมือนกับเมื่อก่อนอีกต่อไป

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย   วิธีแทงบอลสเต็ป